“ป้าสนอง” เรียกร้องเจ้าหน้าที่รัฐ ตรวจสอบ อดีต นายก อบต.แม่น้ำคู้ เป็นคนคนต่างด้าวหรือไม่ ข้อมูลชัด“สวมสิทธิ”เป็นคนไทย แฝงตัวเป็นนักการเมืองท้องถิ่น

วันที่ 20 กรกฎาคม 2569 สืบเนื่องนางสนอง พลวิเศษ หญิงผู้พิการ ชาวจังหวัดระยอง เข้าร้องขอความเป็นธรรมจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กรณีที่ถูกเจ้าหน้าที่นิคมสร้างตนเองจังหวัดระยอง จงใจใช้อำนาจและใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจ ยึดที่ดินทำกินของป้าสนอง ขัดแย้งต่อ ผลการสอบสวนสิทธิและพิสูจน์สิทธิของนายสว่างพงศ์ เมธีกุล ผู้ปกครองนิคม ฉบับลงวันที่ 7 ตุลาคม 2563 ที่ระบุว่า ป้าสนองฯครอบครองและทำประโยชน์ทั้งแปลงนั้นจากการตรวจสอบหนังสือบันทึกถ้อยคำ แบ่งแปลงที่ดิน ระหว่าง นางสนอง พลวิเศษกับนายกฤษดา โชติวาณิชกุล เป็น 2 ส่วน ส่วนที่ 1 นางสนอง พลวิเศษ ด้านทิศเหนือ ส่วนที่ 2 นายกฤษดา (สงวนนามสกุล) ซึ่งเป็นอดีต นายก อบต.แม่น้ำคู้ ด้านติดคลอง ฉบับลงวันที่ 7 ตุลาคม 2561
ทั้งนี้ป้าสนอง กล่าวว่าได้มอบอำนาจให้ทีมทนายความ ตรวจสอบพบว่า เบื้องต้นการตรวจสอบข้อมูลจากนายทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย พบวานายกฤษดา โดยระบุเกิดวันที่ 25 ตุลาคม 2509 แจ้งที่อยู่ เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2553 ระบุ ที่อยู่เลขที่ 189/3 หมู่ 1 ตำบลแม่น้ำคู้ อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง เลขประจำบ้าน 2106-036600-2
โดยได้ข้อมูลเชิงลึกว่า เดิมนายกฤษดา (สงวนนามสกุล) มีชื่อเล่นว่า “เหงียน ติ๊ก” เป้นสัญชาติเวียดนาม โดยบิดา ชื่อนายเวียง สัญชาติเวียดนาม และมารดา ชื่อ นางจิง สัญชาติเวียดนาม โดยนายเหงียน ติ๊ก เกิดในประเทศเวียดนาม เมื่อลักลอบเข้ามาทำงานในพื่นที่ตำบลแม่นำคู้ อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง ช่วงในวัยรุ่นขณะนั้น ได้เดินตาม ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ ในตำบลแม่น้ำคู้ จึงมีวิธีรับรองให้ นายเหงียนติ๊ก “สวมสิทธิเป็นคนไทย” โดยพ่อแม่สัญชาติเวียดนามและไม่ได้เกิดในประเทศไทย การที่นายทะเบียนอำเภอปลวกแดง ไม่ตรวจสอบให้ดีหรือร่วมมือการทุจริตโดยนายเหงียนติ๊ก เป็นผู้มีเชื้อชาติไทย สัญชาติไทย ขัดต่อพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ.2508 มาตรา 7 ทวิ อีกทั้งข้อมูลตรงกับทะเบียนข้อมูลทะเบียนราษฎร ตรงกัน บิดาของนายเหงียนติ๊ก ชื่อ นายเวียง สัญชาติเวียดนาม และมารดา ชื่อ นางจิง สัญชาติเวียดนาม ได้หมายเลขบัตรประจำตัวคนไทย โดยระบุเกิดวันที่ 25 ตุลาคม 2509 แจ้งที่อยู่เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2553 มีที่อยู่ ในหมู่ 1 ตำบลแม่น้ำคู้ อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยองซึ่งเป็นการได้สัญชาติไทยโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งนายทะเบียนอำเภอปลวกแดง ขณะนั้น ออกบัตรประชาชนให้ได้อย่างไร คาดว่า เป็นการสวมสิทธิจากคนต่างด้าวมาป็นคนไทยเพื่อให้ได้สัญชาติไทย โดยวิธีโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เมื่อประมาณ วันที่ 27 สิงหาคม 2553 หรือไม่
อย่างไรก็ตาม ป้าสนองและทีมทนาย ยังพบว่า ภายหลังเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2553 นายเหงียนติ๊กเมื่อได้สัญชาติไทยแล้ว ยังได้ติดตาม สส.ระยองคนหนึ่ง ในเขตบ้านค่ายจังหวัดระยอง ในขณะนั้น ทำให้นักการเมืองท้องถิ่นรายอื่นในจังวัดระยองหรือจังหวัดใกล้เคียงเกรงใจ โดยเข้าใจว่า นายเหงียนติ๊ก เป็นคนไทยแท้จริง จากนั้นนายเหงียนติ๊กได้แผงตัวเป็นนักการเมืองท้องถิ่น โดยในปี 2561ได้ร่วมกับนางกช (สงวนนามสกุล) ทำบันทึกถ้อยคำแบ่งแปลงที่ดินของนางสนองง พลวิเศษหรือป้าสนอง ให้แก่นายเหงียนติ๊ก หรือ หรือนายกฤษดา(สงวนนามสกุล) จำนวนครึ่งหนึ่ง จากทั้งหมด 18 ไร่ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งขัดต่อการครอบครองที่ดินของพระราชบัญญัติจัดทีดินเพื่อการครีองชีพ พ.ศ.2511 และขัดต่อประมวลกฎหมายที่ดิน โดยคนต่างด้าวถือครองทีดินไม่ได้เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขที่กำหนด ดังนั้นจึงอยากเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่รัฐเข้าดำเนินการตรวจสอบข้อมูลจ้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น
ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน 2564 นายเหงียนติ๊กเสนอตัวเป็นผู้สมัครนายก อบต.แม่น้ำคู้ และได้รับเลือกการเลือกตั้ง ดำรงตำแหน่ง ระหว่างปี พ.ศ.2564 ถึงเดือนพฤศจิกายน 2568 ซึ่งภายหลังหมดวาระ ได้เสนอตัว ลงสมัตรนายก อบต.แม่น้ำคู้ อีกครั้ง จนมีผู้สมัคร นายก อบต.แม่น้ำคู้ คู่แข่งอีกรายหนึ่ง นำประเด็นสวมสิทธิและถูกร้องเรื่องสัญชาติเวียดนาม จนต้องเปลี่ยนตัวหัวหน้ากลุ่มคนใหม่ ลงสมัครแข่งขันแทน แต่แพ้เลือกตั้ง ต่อมาในเดือนมีนาคม 2569 อบต.แม่น้ำคู้ ยกฐานะเป็น เทศบาลตำบล ดังนั้น อยากให้เจ้าหน้าที่รัฐ ต้องเข้ามาตรวจสอบ ว่า นายนายเหงียนติ๊ก ตาม พรบ.สัญชาติ พ.ศ.2508 มาตรา 7 ทวิ โดยระบุว่า บุคคลที่บิดามารดาเป็นผู้มีสัญชาติต่างประเทศ ไม่อาจได้สัญชาติไทย เป็นบทบังคับเด็ดขาด และการที่สวมสิทธิเป็นคนไทย ลงเล่นการเมืองท้องถิ่นเป็นความผิดตามกฎหมายและนำไปสู่การเพิกถอนสัญชาติไทย























