ทวงคืน “เขาคอก”! “ชีวะภาพ” ซัดรีสอร์ตหรูทับที่กักช้างโบราณ

Mummai Media

กมธ.สิ่งแวดล้อม วุฒิสภา ร่วมประชุมช้างแห่งชาติ จ.ลำปาง “ชีวะภาพ” ทวงคืน “เขาคอก” ซัดรีสอร์ตหรูทับที่กักช้างโบราณ จี้รัฐเร่งแก้ปมคนชนช้าง จุกอก สงสารช้างถูกล่า แฉยับนายทุนรุกที่ ซัดต้องจัดระเบียบ! วอนเพื่อน สว. เอย่าหั่นงบสถาบันคชบาลฯ

ทวงคืน "เขาคอก"! "ชีวะภาพ" ซัดรีสอร์ตหรูทับที่กักช้างโบราณ

วันที่ 16 สิงหาคม 2569 นายชีวะภาพ ชีวะธรรม ประธานคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา เปิดเผยว่า ตนได้กล่าวบทเวทีการประชุมช้างแห่งชาติ ประจำปี 2569 ที่จ.ลำปาง ซึ่งจัดโดยสถาบันคชบาลแห่งชาติ ในพระอุปถัมภ์ฯ ร่วมกับคณะสัตวแพทยศาสตร์ ม.เชียงใหม่ คณะสัตวแพทยศาสตร์และคณะวนศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ในหัวข้อ พลวัฒน์ช้างไทย ฤาช้างไทยจะไม่สูญพันธุ์ ? เมื่อวันที่ 14 ส.ค.69 ว่า ตนมีความ “อิน” และรักช้างเป็นการส่วนตัวมาโดยตลอด เมื่อเห็นภาพช้างในอดีตที่ต้องทำงานหนักชักลากไม้ตามสุมทุมพุ่มไม้ ก็เข้าใจดีว่าช้างต้องเหนื่อยแค่ไหนในการทำงานร่วมกับมนุษย์

ปัจจุบันถือเป็นโอกาสดีที่รัฐบาลสนับสนุนงบประมาณถึง 60% ผนวกกับงบจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) อีก 40% พร้อมทั้งมีนักวิทยาศาสตร์และสัตวแพทย์มาร่วมระดมสมองวางกลยุทธ์

นายชีวะภาพ ในฐานะอดีตมือปราบชุดพยัคฆ์ไพรยังได้ย้อนรอยความยิ่งใหญ่ของช้างไทยว่า หากไม่มี “กองทัพช้าง” ที่คอยช่วยรบ ทะลวงฟัน ปั้นค่ายมาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถและสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ประเทศไทยอาจตกเป็นเมืองขึ้นของมองโกลไปแล้ว! เพราะกองทัพม้ายิงธนูของมองโกลต้องพ่ายแพ้ยับเยินให้กับช้างรบไทยที่ไม่เคยเจอมาก่อน จนมองโกลต้องยอมถอยร่นไปตีฝั่งยุโรปแทนนอกจากนี้ยังย้อนนาทีเดือดในยุทธการภูเขียว ซึ่งได้รับคำสั่งจากนายดำรงค์ พิเดช อดีตอธิบดีกรมอุทยานฯ ให้เป็นหัวหน้าชุดปฏิบัติการทลายแก๊งพรานป่าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว ว่า เจ้าหน้าที่ต้องเผชิญหน้ากับพรานชาวเวียดนามที่มีความเชี่ยวชาญสูง ลักลอบเข้ามาหาไม้กฤษณาและล่าสัตว์ใหญ่อย่าง ช้าง เสือ และกระทิง เพื่อเอางาและอวัยวะขณะที่แก๊งคนร้ายพรางตัวด้วยการนำอุปกรณ์ใส่กระสอบปุ๋ย นั่งรถโดยสารเข้ามาในพื้นที่ จ.ชัยภูมิ และที่น่าตกใจคือคนร้ายใช้อาวุธสงครามร้ายแรงครบมือ ทั้งปืนไรเฟิล, HK, AK-47 และ M16 เนื่องจากปืนลูกซองธรรมดาไม่สามารถยิงสัตว์ใหญ่ให้ล้มได้ ทีมเจ้าหน้าที่ต้องตั้งด่านตรวจพาสปอร์ตถึง จ.หนองคาย และส่งทีมลาดตระเวนแกะรอยตามล่านับสิบวัน จนเกิดการยิงปะทะเดือด นำไปสู่การใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด “วิสามัญฆาตกรรม” ผู้กระทำผิดทั้งที่ภูเขียวและภูหลวง

นายชีวะภาพ ย้ำชัดว่า การวิสามัญฯ ไม่ได้เกิดจากเจตนาจะฆ่าตั้งแต่แรก แต่เป็นเหตุสุดวิสัยขณะปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องชีวิตเจ้าหน้าที่และสัตว์ป่าจากอาวุธสงคราม และหลังจากเหตุการณ์เดือดครั้งนั้น ขบวนการเหล่านี้ก็ราบคาบหายไปประธาน กมธ.สิ่งแวดล้อม สว. ยังกล่าวถึงพรานป่าในยุคปัจจุบัน ว่า สามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ พรานใหญ่: เน้นล่าสัตว์ใหญ่ (ช้าง, เสือ, กระทิง) ซึ่งปัจจุบันแทบไม่มีเหลือแล้วในไทย เพราะถูกปราบปรามและกดดันอย่างหนักจนต้องวางปืนพรานเล็ก: เน้นล่าสัตว์ขนาดเล็ก (หมูป่า, เก้ง, กวาง) เพื่อเป็นอาหารประทังชีวิต ซึ่งยังคงมีให้เห็นทั่วไปแต่เจ้าหน้าที่ชุดพิเศษอย่าง ทีมพญาเสือ, พยัคฆ์ไพร และเหยี่ยวดง ก็ไม่ยอมอ่อนข้อ ได้นำเทคโนโลยีมาใช้ควบคู่กับวิชาพราน สร้างกลยุทธ์เด็ดที่เรียกว่า “กระต่าย” (อุปกรณ์ Tracker) โดยเจ้าหน้าที่จะนำ “กระต่าย” ไปซ่อนติดไว้ในท่อนไม้กฤษณา, ติดตัวสัตว์ หรือแอบติดไว้กับรถของกลุ่มพราน เมื่อผู้ต้องสงสัยผ่านด่านสกัด เจ้าหน้าที่จะเช็กพาสปอร์ตและใช้อุปกรณ์แกะรอยตามล่าไปจนถึงรังคนร้ายในป่าลึกได้สำเร็จเพื่อแก้ปัญหาคนกับช้างป่าในปัจจุบัน

นายชีวะภาพ เสนอให้ฟื้นฟูภูมิปัญญาโบราณอย่าง “เขาคอก” ใน จ.สระบุรี ซึ่งเคยใช้เป็นที่กักช้างมาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พื้นที่นี้เป็นคอกธรรมชาติที่มีภูเขาล้อมรอบที่ราบ 100-200 ไร่ มีแหล่งน้ำใต้ดินสมบูรณ์ ในอดีตเคยขังช้างได้ถึง 180 เชือก หากนำ “ช้างดื้อ” ในปัจจุบันไปปล่อยไว้ในพื้นที่ปิดลักษณะนี้ ช้างก็จะไม่หนีไปไหนแต่เรื่องสุดเจ็บใจคือ ปัจจุบันพื้นที่ประวัติศาสตร์ “เขาคอก” กลับถูกบุกรุกสร้างรีสอร์ตและบ้านพักตากอากาศทับซ้อนไปแล้ว! ทั้งที่กรมศิลปากรและกรมอุทยานฯ ได้ประกาศเป็นเขตโบราณสถานและเขตห้ามล่าสัตว์ป่า จึงถึงเวลาที่รัฐต้องเข้าไปทวงคืนและจัดระเบียบพื้นที่นี้อย่างเร่งด่วน

ในช่วงท้าย นายชีวะภาพ ได้ฝากข้อคิดกระแทกใจว่า วันนี้ช้างไทยไม่ได้ตายเพราะถูกพรานล่าเอางาเหมือนในอดีต แต่ต้องมาตายเพราะความขัดแย้งกับคน เช่น โดนรั้วไฟฟ้าช็อต, เหยียบตะปู หรือถูกชาวบ้านยิงบาดเจ็บเมื่อเข้าไปทำลายพืชผลเกษตร (ดังเช่นเหตุการณ์ที่ จ.จันทบุรี) เราจึงต้องหาทางออกให้ “ช้างกับคน” อยู่ร่วมกันได้โดยไม่ต้องเข่นฆ่ากัน

“เมื่อถึงเวลาพิจารณางบประมาณของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในส่วนของสถาบันคชบาลแห่งชาติ ผมขอความกรุณาเพื่อน สว. ทุกท่าน ‘อย่าตัดงบประมาณ’ เพื่อเปิดโอกาสให้หน่วยงานได้มีทรัพยากรนำไปใช้แก้ปัญหาเรื่องช้างได้อย่างเต็มที่ครับ” นายชีวะภาพ กล่าว.

ทั้งนี้นายชีวะภาพ ยังได้นำคณะกรรมาธิการฯ ซึ่งประกอบด้วยนายโชคชัย กิตติธเนศวร รองประธานคณะกรรมาธิการ นายชวภณ วัธนเวคิน รองประธานคณะกรรมาธิการ นายศรายุทธ ยิ้มยวน รองเลขานุการคณะกรรมาธิการ นายประหยัด จตุพรพิทักษ์กุล โฆษกคณะกรรมาธิการ พร้อมคณะเจ้าหน้าที่เข้าเยี่ยมชมการทำงานของสัตวแพทย์รวมถึงควาญช้างในการดูแลช้างป่วย-ชรา ที่โรงพยาบาลช้าง ซึ่งเป็นสถานที่ดูแลรักษาช้างเจ็บป่วย อย่าง “พลายศักดิ์สุรินทร์” ช้างทูตสันถวไมตรีที่เดินทางกลับมารักษาตัวจากประเทศศรีลังกาจากนั้นนายชีวะภาพ ได้นำคณะเยี่ยมชมการจำลองกิจกรรมและวิถีชีวิตตามธรรมชาติของช้าง การสาธิตการทำไม้ด้วยช้าง รวมถึงชมช้างวาดภาพ เพื่อนำรายได้จากการขายตั๋วและของที่ระลึก ไปใช้เป็นทุนสนับสนุนโรงพยาบาลช้าง และศูนย์บริบาลช้างชราหรือช้างพิการภายในสถาบันคชบาลฯ โดยมีนายไพรัตน์ ครุฑวิสัย ผอ.สถาบันคชบาลแห่งชาติ ในพระอุปถัมภ์ฯ เป็นผู้บรรยายสรุปและนำเยี่ยมชม

ทวงคืน "เขาคอก"! "ชีวะภาพ" ซัดรีสอร์ตหรูทับที่กักช้างโบราณ