เสียงก้องจากท้องนา! “สว.กัลยา” วอนรัฐบาลช่วยชาวบ้าน สกัดเงื่อนไข FTA ยุโรป หวั่นเกษตรกรล้มละลายทั้งประเทศ

ผวาโจรปล้นพันธุกรรม! “สว.กัลยา” ลุกกลางสภา เป็นกระบอกเสียง 160 องค์กร วอนรัฐบาลตั้งการ์ดสู้เงื่อนไขโหด FTA ไทย-ยุโรป หวั่นถูกบีบรับอนุสัญญา UPOV 1991 แฉแผนเปิดทาง “โจรสลัดชีวภาพ” ฮุบสายพันธุ์พืชไทย ดันราคาเมล็ดพันธุ์พุ่งทะยาน 6 เท่า หวั่นชาวนาเก็บเมล็ดปลูกต่อเสี่ยงโดนจับ วอนรัฐบาลเร่งปกป้องสิทธิรากหญ้าและอธิปไตยทางอาหารด่วน!

​เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 นางกัลยา ใหญ่ประสาน สมาชิกวุฒิสภากลุ่ม 5 กลุ่มทำนาอินทรีย์จากจังหวัดลำพูน เปิดเผยว่า ตนได้ลุกขึ้นใช้เวทีสภาอันทรงเกียรติ เป็นกระบอกเสียงสะท้อนความทุกข์ระทมและความหวาดผวาของพี่น้องเกษตรกรรากหญ้า โดยนำหนังสือข้อเสนอจาก “เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกแห่งประเทศไทย” และภาคีเครือข่ายกว่า 160 องค์กร ส่งสัญญาณเตือนภัยและวิงวอนไปถึงรัฐบาล กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ และผู้แทนการค้าไทย ให้เตรียมรับมือกับภัยเงียบที่แฝงมากับการเจรจาการค้า! ในระหว่างการประชุมวุฒิสภาเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 69 ที่ผ่านมา

​สว.กัลยา ฉายภาพให้เห็นถึงมหันตภัยที่อาจเกิดขึ้นจากเวทีการเจรจา FTA ระหว่างรัฐบาลไทยกับสหภาพยุโรป รอบที่ 10 โดยเฉพาะข้อเสนอสุดหินของยุโรป ที่พยายามกดดันให้ประเทศไทยต้องแก้ พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 เพื่อไปเข้าร่วมอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ หรือ “UPOV 1991” ซึ่งเงื่อนไขนี้เปรียบเสมือนฝันร้ายของเกษตรกรไทย

​”หากเรายอมรับเงื่อนไขนี้ วิถีชีวิตที่ชาวนาไทยเคยเก็บรอมเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อในฤดูกาลหน้าจะถูกทำลายลงทันที นี่คือการทำลายรากฐานความมั่นคงทางอาหารของประเทศ” สว.กัลยา ระบุด้วยความเป็นห่วง

​สว.กัลยา ยังได้งัดรายงานการศึกษาของสภาผู้แทนราษฎร ปี 2563 มาตีแผ่ผลกระทบสุดสยอง 7 ข้อ ที่จะซ้ำเติมความยากจนให้เกษตรกร ได้แก่ 1. เปิดช่องให้ “โจรสลัดชีวภาพ” นำพันธุกรรมพืชไทยไปจดสิทธิบัตรในต่างแดนแล้วกลับมาขายฟันกำไรคนไทย 2. เกษตรกรอาจถูกฟ้องร้องจับกุมแบบไม่รู้ตัว หากเกิดการผสมเกสรข้ามสายพันธุ์ตามธรรมชาติ 3. ภาระต้นทุนเกษตรกรพุ่งทะยาน 4. เปิดทางสู่พืช GMOs ทำลายภาพลักษณ์สินค้าเกษตรอินทรีย์ไทย 5. ราคาเมล็ดพันธุ์อาจพุ่งสูงขึ้นมหาศาลถึง 2-6 เท่า! 6. พ่อค้ารายย่อยเสี่ยงถูกฟ้องร้อง และ 7. ตลาดเมล็ดพันธุ์จะตกไปอยู่ในมือบรรษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ ปิดตายการเกิดนักปรับปรุงพันธุ์รายย่อยของไทย

​นอกจากนี้ องค์การสหประชาชาติ (UN) ยังเคยออกโรงเตือนชัดเจนว่า ระบบที่ไม่มีข้อยกเว้นให้เกษตรกรอย่าง UPOV 1991 เป็นทางเลือกที่ “ไม่แนะนำ (Not recommended)” เพราะจะไปทำลายนวัตกรรมท้องถิ่น

​ในช่วงท้าย สว.กัลยา ได้ส่งเสียงวิงวอนอย่างสุดซึ้งไปยังรัฐบาลและคณะผู้แทนเจรจา ขอให้เป็นที่พึ่งของประชาชน ด้วยการ “ตัดข้อบท UPOV 1991 ออกจากการเจรจา” ปฏิเสธข้อเสนอของสหภาพยุโรป และยุติกระบวนการแก้กฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชของไทย เพื่อรักษาอธิปไตย ความหลากหลายทางชีวภาพ และปกป้องรอยยิ้มของเกษตรกรไทย ไม่ให้ตกเป็นทาสของกลุ่มทุนข้ามชาติในอนาคต!