ไทยผงาดเวทีเศรษฐกิจโลก! “นายกฯ อนุทิน” นำทัพคณะรัฐมนตรี ประกาศศักดารัฐบาลไทยเป็นเจ้าภาพจัดประชุมใหญ่ IMF-เวิลด์แบงก์ 2026 อย่างยิ่งใหญ่สมเกียรติ โชว์วิสัยทัศน์สะท้านโลก ปลุกตำนานความรุ่งเรืองตั้งแต่ยุคอยุธยาสู่ยุคดิจิทัล ชี้ 35 ปีที่โลกรอคอย จากยุคเครื่องแฟกซ์สู่เทคโนโลยี AI ลั่นพร้อมทลายกำแพงความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์-วิกฤตโลกรวน ชูเป้าหมายเปลี่ยนการเจรจาเป็นความร่วมมือ ดึงเงินทุนและเทคโนโลยีระดับโลกมาสร้างโอกาสให้คนไทยถึงรากหญ้า!

เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย พร้อมด้วยองคาพยพคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครบทีม ได้เดินทางมาเป็นประธานเปิดการประชุมใหญ่ประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ 2569 (Annual Meeting Plenary) ซึ่งประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพต้อนรับผู้นำและนักการเงินระดับโลก
ทันทีที่ก้าวขึ้นเวที “นายกฯ อนุทิน” ได้กล่าวสุนทรพจน์เปิดงานโชว์วิสัยทัศน์อย่างดุดันและลึกซึ้ง โดยดึงหน้าประวัติศาสตร์ชาติไทยมาประกาศเกียรติภูมิว่า ประเทศไทยเป็นสถานที่พบปะของผู้คนและวัฒนธรรมมานับศตวรรษ ตั้งแต่กรุงศรีอยุธยา นครหลวงเดิมที่เป็นศูนย์กลางการค้าและการทูตที่รุ่งเรือง เป็นจุดเชื่อมโยงระหว่าง “โลกตะวันออก” และ “โลกตะวันตก” ซึ่งจิตวิญญาณแห่งการเชื่อมโยงนั้นยังคงฝังรากลึกและเติบโตมาจนถึงปัจจุบัน

นายกฯ อนุทิน ได้รื้อฟื้นความทรงจำเมื่อ 35 ปีก่อน หรือในปี 1991 ที่ไทยเคยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมในลักษณะนี้ ขณะที่โลกกำลังมุ่งสู่การรวมตัวทางเศรษฐกิจ และศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์แห่งนี้ ก็ถือกำเนิดขึ้นเพื่องานนั้นโดยเฉพาะ วันนี้เราได้กลับมาให้การต้อนรับประชาคมโลกอีกครั้ง ณ สถานที่แห่งเดิม แต่บริบทของโลกได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง!
“โลกที่เราเผชิญในปัจจุบันต่างจากเมื่อ 35 ปีก่อนอย่างยิ่ง สมัยนั้นเครื่องส่งแฟกซ์คือสิ่งที่บ่งบอกถึงความเร็ว แต่ปัจจุบันเทคโนโลยี AI กำลังเข้ามาเปลี่ยนวิถีกิจกรรมและชีวิตของเรา โลกมุ่งสู่การบูรณาการทางเศรษฐกิจ แต่ก็เผชิญหน้ากับการแบ่งแยกทางภูมิรัฐศาสตร์ที่มาเปลี่ยนทิศทางการค้าและการลงทุน ขณะที่ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ได้กลายมาเป็นความท้าทายระดับวิกฤต” นายกฯ อนุทิน ระบุ
เพื่อรับมือกับพายุความเปลี่ยนแปลง รัฐบาลไทยจึงได้ชูแนวคิดหลักในการประชุมครั้งนี้ว่า “ขอบฟ้าใหม่ของประเทศไทย (Thailand’s New Horizons Empowering People, Building Resilience)” ซึ่งหมายถึงอนาคตของไทยและของโลก ที่ต้องมีความสามารถในการตั้งรับปรับตัว ด้วยการเชื่อมโยงที่ไว้วางใจกัน เข้าถึงเทคโนโลยี การเงิน และเรียนรู้ซึ่งกันและกัน
นายกฯ อนุทิน ย้ำชัดถึงเป้าหมายของรัฐบาลในเวทีโลกครั้งนี้ว่า เราจะต้องเชื่อมโยงภูมิภาค เชื่อมโยงทุนกับโอกาส และเทคโนโลยีกับความสามารถของคน เพื่อเสริมพลังเปิดโอกาสสำหรับการค้าการลงทุน สิ่งสำคัญที่สุดคือความเชื่อมโยงนี้ “ต้องเข้าถึงประชาชน” ช่วยให้ธุรกิจเติบโต สร้างทักษะแรงงาน และทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนดีขึ้นในทุกๆ วัน
ในช่วงท้าย นายกฯ อนุทิน ประกาศจุดยืนความร่วมมืออย่างหนักแน่นว่า รัฐบาลไทยพร้อมร่วมมือกับ IMF-World Bank และหุ้นส่วนทั่วโลก เพื่อเปลี่ยนการเจรจาให้เป็นการลงมือทำ เปลี่ยนการเงินให้เป็นโอกาส และให้หลักประกันว่าการตัดสินใจที่เกิดขึ้นในห้องประชุมนี้ จะนำไปสู่เศรษฐกิจที่ดีสำหรับประชาชนทุกคน
“กรุงเทพมหานครจะเชื่อมโยงประเทศต่างๆ โดยมีเป้าประสงค์ร่วมกัน เพื่อให้เศรษฐกิจโลกรับใช้ประชาชน เพื่อให้การประชุมนี้มีผลกับทุกประเทศ… และเราจะได้เจอกันอีกในอีก 35 ปีข้างหน้า” นายกฯ อนุทิน กล่าวทิ้งท้าย ท่ามกลางเสียงปรบมือดังกึกก้องจากผู้เข้าร่วมประชุมทั่วโลก.

