“พูนพงษ์” ปลัดพาณิชย์ กางแนวทางขับเคลื่อนพาณิชย์ยุคใหม่ ชูสมดุล 3 มิติ “คน-งาน-องค์กร” เดินหน้า 9 ภารกิจหลัก รับโลกการค้า

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมหารือแนวทางการขับเคลื่อนกระทรวงพาณิชย์ร่วมกับผู้บริหารกระทรวง ทูตพาณิชย์ทั่วโลก และพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศว่า กระทรวงพาณิชย์พร้อมก้าวสู่มิติใหม่ โดยวางกรอบการทำงานบนความสมดุล 3 ส่วน ได้แก่ “คน งาน และองค์กร” เพื่อยกระดับกระทรวงสู่ “กระทรวงแห่งความเป็นเลิศ” และเป็นที่พึ่งของภาคธุรกิจ เกษตรกร และประชาชน

สำหรับมิติ “คน” กระทรวงพาณิชย์มีข้าราชการและบุคลากรรวม 3,916 คน จึงต้องจัดสรรบุคลากรให้เหมาะสมกับภารกิจ และพัฒนาทักษะให้มีความรู้ความเชี่ยวชาญ สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า และภูมิรัฐศาสตร์ โดยเน้นให้บุคลากรทุกระดับ “แข่งกันทำงาน” และสร้างงานใหม่ให้สอดคล้องกับสถานการณ์

ขณะเดียวกัน การเติบโตในสายอาชีพจะยึดหลักความยุติธรรม ความเสมอภาค ศักยภาพ และผลงานเป็นสำคัญ โดยกำหนดมาตรฐานการเลื่อนขั้นและเลื่อนตำแหน่งอย่างโปร่งใส ปราศจากระบบอุปถัมภ์และเส้นสาย เพื่อรักษาคนเก่งและคนดีไว้กับกระทรวง

กระทรวงจะจัดวางบุคลากรให้เหมาะสมกับความสามารถ พร้อมสนับสนุนเครื่องมือ เทคโนโลยี และกลไกที่ชัดเจน เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และปลอดภัย โดยผู้ที่ตั้งใจทำงานต้องได้รับโอกาสและความก้าวหน้าตามระบบคุณธรรม

ในส่วนของ “งาน” จะปรับภารกิจให้สอดรับกับบริบทการค้าและการลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยมี 9 ภารกิจสำคัญ ได้แก่

1. สร้างความเป็นธรรมทางการค้า การจัดระเบียบและกำกับดูแลกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้ดำเนินไปด้วยความโปร่งใสเติบโตไปด้วยกัน และไม่เอารัดเอาเปรียบระหว่างกัน เน้นการสร้างเกราะป้องกันไม่ให้ทุนใหญ่ที่มีอำนาจทางการตลาดที่เหนือกว่ามาสร้างความได้เปรียบหรือกีดกันทางการค้าแก่ผู้ประกอบการรายเล็ก (SME) และดูแลไม่ให้เกิดการกดราคารับซื้อสินค้าเกษตรจากเกษตรกรเพื่อสร้างความสมดุลและเป็นธรรมให้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย รวมถึงการคุ้มครองผู้บริโภค

2. ดูแลราคาสินค้าเกษตร ให้พาณิชย์จังหวัดรู้ลึกและรู้จริงถึงสถานการณ์เศรษฐกิจในพื้นที่ วางแผนรองรับผลผลิตตามฤดูกาล ทำงานร่วมกับทูตพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อป้องกันผลผลิตล้นตลาดและราคาตกต่ำ รวมทั้งต้องประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วน โดยเฉพาะหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในพื้นที่ เพื่อวางแผนร่วมกันในการสื่อสารกับเกษตรกรในพื้นที่เพื่อกำหนดประเภทและปริมาณการเพาะปลูกสินค้าเกษตรให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อความต้องการของตลาด

3. ดูแลค่าครองชีพประชาชน ใช้กฎหมายและกลไกทางการค้าควบคุมราคาสินค้าจำเป็นไม่ให้สูงเกินสมควร พร้อมเดินหน้ามาตรการลดภาระประชาชน เช่น โครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ”

4. สร้างโอกาสและเพิ่มศักยภาพ SME ขยายช่องทางการค้า เชื่อม SME เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลกและ e-Commerce พร้อมบ่มเพาะผู้ประกอบการตามศักยภาพ ผลักดันรายเล็กเติบโตเป็นรายกลาง และรายกลางเป็นรายใหญ่ รวมถึงส่งเสริมทรัพย์สินทางปัญญาเชิงพาณิชย์ และยกระดับสินค้า GI ด้วยการเพิ่มคุณภาพและมูลค่า

5. เพิ่มมูลค่าการส่งออกสินค้าและบริการ ให้ทูตพาณิชย์ทั่วโลกเร่ง “รักษาตลาดเดิม รุกตลาดใหม่” ใช้ข้อมูลเชิงลึกชี้เป้าความต้องการของตลาดนอกจากนี้ จะเน้นการสร้างมูลค่าสินค้านวัตกรรมและบริการคุณภาพสูงในตลาดระดับกลาง-สูง ผลักดันให้ผู้ประกอบการ/ผู้ส่งออกไทยสามารถเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าโลก(Global Value Chain) ได้อย่างยั่งยืน

6. เร่งเจรจาการค้าสำคัญ โดยเฉพาะ FTA และกรอบความตกลงทางการค้าที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง เพื่อไม่ให้สินค้าและบริการไทยเสียเปรียบทางการแข่งขันในเวทีโลก ควบคู่กับการสื่อสารเชิงรุกด้วยข้อมูลเชิงลึกและสื่อที่เข้าใจง่าย เพื่อชี้ช่องการใช้สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ช่วยให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะSME นำแต้มต่อทางการค้าไปใช้ขยายตลาดส่งออกได้อย่างเกิดผลสัมฤทธิ์จริง ติดตามและประเมินผลการใช้สิทธิและเร่งแก้ไขอุปสรรคอย่างใกล้ชิด ตลอดจนขับเคลื่อนมาตรการช่วยเหลือเยียวยากลุ่มเกษตรกรและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ ให้สามารถปรับตัวและปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตได้อย่างเข้มแข็งและเป็นธรรม

7. ปราบธุรกิจและสินค้าผิดกฎหมาย เน้นบูรณาการกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ป้องกันธุรกิจนอมินีและทุนต่างชาติผิดกฎหมาย เน้น 2 กลยุทธ์หลัก 1.การปราบปรามธุรกิจนอมินีและทุนต่างชาติผิดกฎหมาย โดยเน้นที่การตรวจเข้มป้องกันตั้งแต่ขั้นตอนการจดทะเบียนนิติบุคคล การใช้เทคโนโลยีและระบบฐานข้อมูลช่วยวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจกลุ่มเสี่ยง คัดกรองบริษัทกลุ่มเสี่ยงและเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้การตรวจสอบมีความสมบูรณ์สูงสุด หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องมีการบังคับใช้กฎหมายของแต่ละหน่วยงานอย่างเข้มงวด พร้อมสกัดกั้นและทำลายสินค้าผิดกฎหมายที่ไม่ได้มาตรฐาน เพื่อปิดประตูไม่ให้สินค้าที่ผิดกฎหมายเข้ามาทำลายเศรษฐกิจประเทศ รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เสมอภาค จะทำให้สังคมเกิดสองมาตรฐานเลือกปฏิบัติ และสร้างเงื่อนไขระหว่างกัน ส่งผลให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันได้โดยง่าย ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรให้ความสำคัญเป็นลำดับต้น

8. ยกระดับบริการสู่ Digital Ministry เดินหน้ารัฐบาลดิจิทัล ลดขั้นตอนและระยะเวลาการติดต่อราชการ ลดต้นทุนของผู้ประกอบการและประชาชน และเปลี่ยนจากการทำงานบนกระดาษสู่ระบบดิจิทัล เพื่อให้บริการรวดเร็วและทันต่อกติกาการค้าโลก

9. ปรับกฎระเบียบให้ทันสมัย ทบทวนกฎ คำสั่ง และระเบียบที่ล้าสมัยหรือเป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์และการแข่งขันยุคใหม่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถผู้ประกอบการ ลดช่องว่าง และสร้างความเป็นธรรมทางการค้า

นายพูนพงษ์ กล่าวว่า สำหรับมิติ “องค์กร” กระทรวงพาณิชย์จะยกระดับเป็นองค์กรภาครัฐที่เข้มแข็ง โปร่งใส ยืดหยุ่น และมุ่งผลสัมฤทธิ์ โดยเน้นวัฒนธรรมองค์กร การทำงานแบบบูรณาการ และการยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง

แนวทางสำคัญคือการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมมาใช้ในกระบวนการทำงานแบบ End-to-End Process เพื่อลดขั้นตอน ลดการเผชิญหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่กับภาคธุรกิจและประชาชน และลดความเสี่ยงการเรียกรับผลประโยชน์ ควบคู่กับการบริหารงานด้วยข้อมูล (Data Driven) เพื่อใช้วิเคราะห์และตัดสินใจเชิงนโยบาย เช่น การใช้ข้อมูลตลาดและฤดูกาลเพื่อคาดการณ์ผลผลิตและเตรียมตลาดรองรับสินค้าเกษตร

นอกจากนี้ จะปรับกระบวนการอนุมัติและอนุญาตให้คล่องตัวขึ้น ใช้ระบบดิจิทัลลดการใช้ดุลยพินิจ ยกเลิกกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค พร้อมพัฒนาบุคลากรด้านนวัตกรรม การวิเคราะห์ข้อมูล และ Design Thinking รวมถึงเปิดเผยข้อมูลภาครัฐที่ไม่กระทบต่อความมั่นคง และเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนและภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทำงานและงบประมาณของกระทรวง

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์จะมุ่งยกระดับและปรับโครงสร้างหน่วยงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์และภารกิจจริง เพื่อรองรับการขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์ในโลกเศรษฐกิจและการค้าปัจจุบัน ทั้งการขอรับจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอและเหมาะสม เพื่อให้การทำงานดำเนินไปได้อย่างเต็มศักยภาพและประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งจะเกิดประโยชน์กับประเทศชาติมากยิ่งขึ้น

ปัจจุบัน กระทรวงฯ ได้รับงบประมาณ ปี 2570 ทั้งกระทรวงเพียง 8,525.3310 ล้านบาท รวมทั้งการปรับปรุงระดับตำแหน่ง อำนาจหน้าที่ และปรับหน่วยงานภายในเพื่อให้สอดคล้องกับภารกิจและเกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อยกระดับขีดความสามารถ เสริมสร้างความแข็งแกร่ง ให้แต่ละกรมทำงานได้อย่างคล่องตัว และขับเคลื่อนเป้าหมายในภาพรวมของกระทรวงพาณิชย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นเอกภาพ เช่น การปรับพื้นที่ของสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศให้เหมาะสม                กับตลาด ควรเพิ่มหรือลดพื้นที่ใด เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

 “ กระทรวงพาณิชย์มีบทบาทเป็น “ทัพหน้าเศรษฐกิจ” จำเป็นต้องทำงานเชิงรุกและบูรณาการกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคม เพราะไม่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้เพียงลำพัง โดยผู้บริหารกระทรวงต้องเป็น “ผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง” ทำหน้าที่ขจัดอุปสรรคทางการค้าและเปิดประตูโอกาสใหม่ให้ภาคการค้าไทย”นายพูนพงษ์ กล่าว