“สว.กัลยา” เดือดผักอาบพิษทำลายสมองเด็ก ทุบโต๊ะเลิกตั้งรับ-ชงมาตรการสู้ทุนผูกขาด

สว.หญิงแกร่ง “กัลยาใหญ่ประสาน” สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดลำพูน และประธานอนุกรรมาธิการด้านความมั่นคงทางอาหาร ลุกขึ้นอภิปรายตีแผ่วิกฤต “อู่ข้าวอู่น้ำ” ของแผ่นดิน แฉภัยเงียบสารเคมีตกค้างก่อมะเร็ง-เด็กออทิสติก ซัดทุนผูกขาดเดลิเวอรีจ่อฟันกำไร 2.39 แสนล้าน บีบร้านค้ารายย่อยตายหมู่ พร้อมยกเคสเกษตรอินทรีย์สู้ชีวิตจนรวยเดือนละ 2 แสน แต่กลับถูกนิคมอุตสาหกรรมจ่อคุกคาม วอนนโยบายรัฐต้องชัดเจน เป็นเกราะกำบังปกป้องเกษตรกรด่วน!

วันที่ 21 กันยายน 2569 นางกัลยา ใหญ่ประสาน สว.ลำพูน ตัวแทนกลุ่มทำนาอินทรีย์ ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการด้านความมั่นคงทางอาหาร วุฒิสภา ลุกขึ้นอภิปรายรายงานการศึกษาด้านความมั่นคงและความปลอดภัยทางอาหารในการประชุมวุฒิสภาว่า รอยแผลจากยุคโควิด-19 ที่ดันให้ธุรกิจเดลิเวอรีเติบโตแบบก้าวกระโดด คาดการณ์ว่ามูลค่าจะพุ่งทะลุถึง 2.39 แสนล้านบาทในปี 2572 ซึ่งความมั่งคั่งนี้แลกมาด้วยการตายรังของร้านอาหารขนาดเล็ก ตลาดสด และตลาดนัด ซ้ำร้ายเกษตรกรยังต้องเผชิญกับวิกฤต “โลกรวน” ภัยแล้งสลับน้ำท่วมฉับพลัน (Rain Bomb) ทำให้หนี้สินพอกพูน ท่ามกลางมาตรการทางการค้าของไทยที่ยังไม่สามารถเป็นเกราะคุ้มกันให้เกษตรกรได้อย่างแท้จริง ปล่อยให้ไทยกลายเป็นแหล่งระบายสินค้าเกษตรนำเข้าที่ไม่ปลอดภัย

​สว.กัลยา ระบุว่า จากมูลนิธิชีววิถี (Thai-PAN) ที่ระบุชัดว่า ผักผลไม้ทั้งในตลาดสดและห้างสรรพสินค้าหรู มีความเสี่ยงจากสารพิษตกค้างแทบไม่ต่างกัน! โดยมีงานวิจัยยืนยันว่า สารเคมีกำจัดศัตรูพืชเหล่านี้คือมฤตยูเงียบ ก่อให้เกิดโรค NCDs ทำลายเซลล์ตับ ไต สมอง ซ้ำร้ายยังส่งผลต่อระบบสืบพันธุ์ ทำให้ภาวะมีบุตรยาก และเป็นปัจจัยเสี่ยงให้เด็กเกิดมาเป็นออทิสติกและโรคสมาธิสั้น ซึ่งกระทบต่อทรัพยากรมนุษย์ของชาติอย่างรุนแรง

นอกจากนี้ สว.กัลยา ยังยกเคสตัวอย่างสุดสตรองของ “กลุ่มเกษตรอินทรีย์สนามชัยเขต” จ.ฉะเชิงเทรา ที่ปลูกผักไร้สารเคมีและใช้โซลาร์เซลล์ จนสร้างรายได้อู้ฟู่ถึงหัวละ 200,000 บาทต่อเดือน แม้ในยุคเศรษฐกิจซบเซา แต่ปัจจุบันกลับต้องอยู่อย่างหวาดผวา เพราะการขยายตัวของเขตอุตสาหกรรมภาคตะวันออก ที่อาจปล่อยขยะและสารเคมีทำลายระบบนิเวศแหล่งน้ำ
​อีกทั้งยังมีเสียงสะท้อนความกังวลอย่างหนักต่อการทำข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับสหภาพยุโรป ที่เครือข่ายเกษตรกรหวั่นเกรงว่า ฐานพันธุกรรมพืชและเมล็ดพันธุ์ที่คนไทยรักษาและพัฒนามาอย่างยาวนาน จะถูกแย่งชิงหรือได้รับผลกระทบ

สว.กัลยา ย้ำชัดว่า ทุกวันนี้การขับเคลื่อนความปลอดภัยด้านอาหารของไทยยังเป็นเพียง “การตั้งรับ” เพราะนโยบายระดับชาติยังไม่ชัดเจนเพียงพอที่จะปกป้องรากฐานของสังคมไทย

ถือเป็นการอภิปรายที่สะท้อนภาพความจริงอันเจ็บปวด พร้อมปลุกปั้นแนวทางแก้ไขเพื่อปกป้อง “อู่ข้าวอู่น้ำ” และสุขภาพของคนไทยทั้งประเทศ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้!