“สว.ชีวะภาพ” นำทีมบุกวังน้อย! ตะลึงไม้ของกลางหมื่นท่อนตากแดดรอวันเน่า ชงรื้อระเบียบ “เปิดประมูล” โกยเงินเข้าคลัง-แจก “รถของกลาง” ให้วัดใช้ดีกว่าจอดทิ้ง

เมื่อวันที่ 28 พ.ย. 2568 คณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา นำโดย นายชีวะภาพ ชีวะธรรม ประธานคณะกรรมาธิการฯ นายจิระศักดิ์ ชูความดี รองประธานคณะกรรมาธิการและในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านทรัพยากรทางบก พร้อมด้วย นายโชคชัย กิตติธเนศวร รองประธานคณะกรรมาธิการคนที่ 4 , นางสาวรัชนีกร ทองทิพย์ รองประธานคณะกรรมาธิการคนที่ 6 , นายสัมพันธ์ วิเศษชัยจินดา โฆษกคณะกรรมาธิการ , นายมังกรศรีเจริญกูล ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการและนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการฯ นำคณะลงพื้นที่ส่วนอุตสาหกรรมไม้วังน้อย องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อเกาะติดสถานการณ์การบริหารจัดการ “ไม้ของกลาง”


โดยมีนายถนอมศักดิ์ เฉียบแหลม รอง ผอ.อ.อ.ป. และ นายวิรัต ปรากฏดี ผอ.สำนักอุตสาหกรรมป่าไม้ กางบัญชีไม้ของกลางที่ฝากเก็บรักษาไว้ ซึ่งทำเอาคณะทำงานต้องตกตะลึง เพราะมีจำนวนรวมทั้งสิ้นกว่า 10,945 ท่อน ล้วนเป็นไม้เนื้อแข็งมูลค่ามหาศาล ทั้งไม้สัก ไม้พะยูง ไม้ประดู่ ไม้ชิงชัน และไม้กระยาเลย

นายชีวะภาพ เปิดเผยว่า ไม้เหล่านี้คือของกลางในคดีสำคัญ และส่วนหนึ่งถูกเตรียมไว้สำหรับโครงการ “พิพิธภัณฑ์ไม้มีค่า” ซึ่งถือเป็นการรวบรวมไม้ที่ทรงคุณค่าที่สุดในโลกใบนี้ก็ว่าได้ แต่ปัญหาใหญ่คือ การบริหารจัดการในปัจจุบันทำให้ไม้บางส่วนต้องตากแดด ตากฝน ขาดการดูแลรักษาที่เหมาะสม ส่งผลให้ไม้เสื่อมสภาพลงทุกวัน หนำซ้ำบางส่วนยังถูกลักลอบขโมย สร้างความเสียหายแก่รัฐอย่างน่าเสียดาย
ประธาน กมธ.สิ่งแวดล้อม กล่าวว่า จะปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้ ทางคณะกรรมาธิการฯ จะเร่งผลักดันให้มีการ “แก้ระเบียบ” เพื่อให้ หน่วยงานทเกี่ยวข้องสามารถนำไม้ของกลางเหล่านี้ออกมา “ประมูลขายทอดตลาด” นำเงินรายได้ส่งเข้าคลังแผ่นดินนำไปใช้บริหารราชการแผ่นดิน ดีกว่าปล่อยทิ้งให้เน่าเปื่อยเสียหายไปโดยเปล่าประโยชน์
นอกจากนี้ ยังเปิดช่องให้ ส่วนราชการ วัด หรือโรงเรียน ทั่วประเทศ ที่มีความจำเป็นต้องใช้ไม้เพื่อการก่อสร้างหรือซ่อมแซม สามารถเสนอความต้องการเข้ามาตามระเบียบ เพื่อขอรับไม้ของกลางไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสาธารณะได้อีกด้วย

นายชีวะภาพ ยังทิ้งท้ายถึงประเด็น “รถยนต์ของกลางในคดีป่าไม้” ที่จอดทิ้งไว้ตามสถานที่เก็บของกลางนับหมื่นคันทั่วประเทศว่า ควรนำมาบริหารจัดการให้เกิดประโยชน์สูงสุดเช่นกัน โดยเสนอให้นำรถเหล่านี้มาประมูลขายทอดตลาดหรือมอบให้กับ วัด โรงเรียน หรือหน่วยงานราชการที่ขาดแคลนยานพาหนะ นำไปใช้ในกิจการสาธารณประโยชน์ ดีกว่าปล่อยให้จอดทิ้งเป็นสุสานรถ.






















