“สุภานันท์” โวยรัฐทิ้งชาวบ้านรับกรรมซื้อหน้ากาก N95 เศร้าเด็กพร้าวกำเดาไหล จี้รื้อนโยบายห้ามเผา-ชงประกาศภัยพิบัติทั้งเชียงใหม่

วันที่ 1 เมษายน 69 น.ส.สุภานันท์ ปัญญาทิพย์ สส.เขต 6 จ.เชียงใหม่ พรรคกล้าธรรม ได้ลุกขึ้นอภิปรายในญัตติด่วนด้วยวาจาให้สภาสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาเสนอมาตรการเร่งด่วนและนโยบายการจัดการปัญหาฝุ่น PM2.5 ว่า วิกฤตฝุ่น PM 2.5 ที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี ทำชาวเชียงใหม่ประสบปัญหาด้านสุขภาพ แต่ปีนี้รุนแรงกระทบด้านการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ส่งผลให้นักท่องเที่ยวลดลง กระทบต่อการค้าขายของพี่น้องชาวอ.พร้าว อ.เชียงดาว อ.เวียงแหง อ.ไชยปราการและคนเชียงใหม่ต้องซบเซาตามไปด้วย โดยเฉพาะที่อ.เชียงดาว เป็นพื้นที่พบการเผาในปริมาณสูง ซึ่งจากงานวิจัยพบว่า ทุกการเพิ่มขึ้นของค่าฝุ่น PM 2.5 เฉลี่ย 10 ไมโครกรัม/ลบ.ม. ส่งผลให้อัตราการเสียชีวิตรายวันเพิ่มขึ้น แต่ในพื้นที่ที่มีการเผาสูง จะมรอัตราการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นถึง 3.5 % คาดว่าในช่วงมกราคมถึงมีนาคม จะมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นประมาณ 700 คน เมื่อเทียบกับภาวะปกติ แต่ตัวเลขผู้เสียชีวิตเหล่านี้ถูกซ่อนไว้
นอกจากนี้ในช่วงระยะเวลา 5 วันที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ อ.เชียงดาวติดอันดับเมืองฝุ่นระดับโลก แต่ชาวอ.เชียงดาวที่ไม่ได้รู้สึกภาคภูมิใจกับภาพลักษณ์ตรงนี้เลย เช่นเดียวกับที่อ.พร้าว ก็ปรากฏภาพในโลกโซเชียลว่ามีเด็กเลือดกำเดาไหลไม่หยุดจากพิษฝุ่น PM 2.5 ดังนั้นจึงอยากให้รัฐบาลชุดใหม่ พิจารณาให้จังหวัดเชียงใหม่เป็นเขตภัยพิบัติครอบคลุมทั้ง 25 อำเภอ เพื่อให้เกิดการสั่งการและบัญชาการแก้ไขได้ทันที โดยไม่ต้องรอการประกาศเพิ่มเติม
อีกทั้งอยากให้รัฐบาลทบทวนนโยบายจัดการไฟป่า เช่น นโยบายจุดความร้อนที่เป็นศูนย์ หรือนโยบายห้ามเผา สามารถแก้ฝุ่น Pm 2.5 ได้จริงหรือไม่ ขณะเดียวกันยังอยากให้มีการจัดการเชื้อเพลิงที่อยู่ในป่า ไม่ให้เกิดการสะสมมากเกินไป เพราะความรุนแรงของไฟป่าจะขึ้นอยู่กับปริมาณเชื้อเพลิง นอกจากนี้ควรจะมีแนวทางช่วยกำจัดวัชพืชที่หลงเหลือจากการทำเกษตร ของพี่น้องเกษตรกร
น.ส.สุภานันท์ ยังกล่าวว่า ทุกวันนี้ประชาชนรับภาระเพิ่มขึ้น จากการหาซื้อหน้ากากกันฝุ่น N 95 แต่บางคนมีกำลังซื้อได้แค่หน้ากากแบบปกติทั่วไป เพราะเป็นแค่คนหาเช้ากินค่ำ บางบ้านมีผู้ป่วยติดเตียงก็ต้องหาซื้อเครื่องฟอกอากาศอีก
“วิกฤตตรงนี้ทางรัฐบาลได้ดูแลประชาชนอย่างเต็มที่และมากพอแล้วหรือยังคะ เพราะว่าเราไม่ได้อยากเห็นการแก้ไขปัญหาเดิมๆ ในทุกๆปีที่ต้องแจกหน้ากากไปเรื่อยๆ ประชาชนอยากเห็นการแก้ไขที่ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพและเป็นรูปประธรรมมากกว่านี้ ชาวเชียงใหม่อยากมีคุณภาพชีวิตแบบไร้กังวล และที่สำคัญชาวเชียงใหม่ไม่ได้ต้องการหมอกควันในฤดูนี้ “ น.ส.สุภานันท์ กล่าว.























