“สุภานันท์ ปัญญาทิพย์” สส.เชียงใหม่เขต 6 พรรคกล้าธรรม ซัดรัฐบาลเมินต่ออายุ พ.ร.บ.ลำไย ทำความหวัง 5 ปีกลายเป็นศูนย์ จี้ถามใช้บรรทัดฐานอะไร ทิ้งคนเหนือ-คนปลูกลำไยทั่วประเทศให้แบกหนี้ลำพัง ทั้งที่ต้นทุนพุ่งกระฉูดจากพิษสงคราม
เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 น.ส.สุภานันท์ ปัญญาทิพย์ สส.เชียงใหม่ เขต 6 พรรคกล้าธรรม ลุกขึ้นเป็นกระบอกเสียงแทนพี่น้องเกษตรกรชาวสวนลำไย อภิปรายในระหว่างการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างกฎหมายที่ค้างมาจากสภาชุดที่แล้วว่า วันที่ 13 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา คือวันที่พี่น้องเกษตรกรลำไยต้องจดจำไปจนตาย เพราะเป็นวันสุดท้ายตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 147 ที่รัฐบาลใหม่ต้องยืนยันร่างกฎหมายที่ค้างพิจารณาภายใน 60 วัน แต่ปรากฏว่า “ครม. มีมติไม่ส่งเรื่องกลับมาพิจารณาต่อ” เท่ากับเป็นทำให้ พ.ร.บ.ลำไย สูญเปล่า
“การปัดตกครั้งนี้ ไม่ใช่แค่กระดาษแผ่นเดียวที่หายไป แต่มันคือการปัดตกชีวิตและความหวังของเกษตรกรกว่า 250,000 ครอบครัว บนพื้นที่กว่า 1.7 แสนไร่ ใน 33 จังหวัดทั่วประเทศ โดยเฉพาะ 17 จังหวัดภาคเหนือที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง” น.ส.สุภานันท์ กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
สส.สุภานันท์ ยังได้ฉายภาพความรันทดที่ชาวสวนลำไยต้องเจอในปัจจุบันว่า นอกจากจะไม่มีกฎหมายมาคุ้มครองแล้ว ยังต้องเจอกับ “มรสุมซ้ำซ้อน” ทั้งจากต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูง โดยเฉพาะราคาปุ๋ยจากภาวะสงครามในตะวันออกกลาง
นอกจากนี้ยังประสบปัญหาราคาลำไยตกต่ำ เพราะผลผลิตล้นตลาด ขาดระบบบริหารจัดการที่เป็นรูปธรรม จนเกิดเป็นวงจรหนี้สิน เพราะรัฐไม่มีกลไกแทรกแซง เกษตรกรก็ต้องแบกรับความเสี่ยงเพียงลำพังจนหนี้สินล้นพ้นตัว
ในช่วงท้าย น.ส.ภานันท์ ได้ฝากคำถามไปยังรัฐบาลว่า ใช้ตรรกะหรือบรรทัดฐานใดในการตัดสินใจปัดตกกฎหมายฉบับนี้ หรือเห็นว่าความเดือดร้อนของชาวสวนลำไยไม่มีความสำคัญเพียงพอ พร้อมย้ำว่า พ.ร.บ.ลำไย คือทางออกเดียวที่จะเปลี่ยนไปสู่การบริหารจัดการพืชเกษตรอย่างยั่งยืน ทั้งการแปรรูป การส่งออก และการสร้างเสถียรภาพราคา เมื่อเกษตรกรอยู่ได้ เศรษฐกิจชุมชนอยู่ได้ เมื่อเศรษฐกิจฐานรากเข้มแข็ง ประเทศก็จะเข้มแข็งเช่นกัน

#สุภานันท์ #พรบลำไย #ชาวสวนลำไย #เมืองพร้าว #การเมืองไทย #เชียงใหม่ #รัฐสภา #ดราม่าไทยแลนด์






















