‘เชษฐา’ ชี้คนกรุงเลือก ‘ชัชชาติ’ เพราะฝีมือ ซัดวาทกรรม ‘ระบอบอากง’ ไร้ราคา เตือน ‘ส้ม-ฟ้า’ เลิกกินบุญเก่า

Mummai Media

‘เชษฐา’ ชี้คนกรุงเลือก ‘ชัชชาติ’ เพราะฝีมือ ซัดวาทกรรม ‘ระบอบอากง’ ไร้ราคา เตือน ‘ส้ม-ฟ้า’ เลิกกินบุญเก่า คนกรุงยุคใหม่กากบาทที่ผลงาน

'เชษฐา' ชี้คนกรุงเลือก 'ชัชชาติ' เพราะฝีมือ ซัดวาทกรรม 'ระบอบอากง' ไร้ราคา เตือน 'ส้ม-ฟ้า' เลิกกินบุญเก่า

วันที่ 30 มิถุนายน 2569 ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น นักรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช โพสต์บทความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า กรุงเทพฯ เลือก “ผลงาน” มากกว่า “วาทกรรม”

ผลการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2569 น่าจะเป็นหนึ่งในบทเรียนทางการเมืองที่สำคัญที่สุดของทุกพรรคการเมือง เพราะผลลัพธ์ไม่ได้สะท้อนเพียงว่า “ใครชนะ” หรือ “ใครแพ้” แต่สะท้อนว่า คนกรุงเทพฯ กำลังใช้เกณฑ์ใหม่ในการตัดสินใจทางการเมือง

นั่นคือ การให้คุณค่ากับ “ผลงาน” มากกว่า “คำพูด”

ชัยชนะของอาจารย์ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะกระแสหรือวาทกรรม หากแต่เป็นคะแนนที่สะสมจากการทำงานตลอดสี่ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการลงพื้นที่ การแก้ปัญหาเมือง หรือการบริหารที่ประชาชนสัมผัสได้จริง

ตลอดการหาเสียง อาจารย์ชัชชาติแทบไม่จำเป็นต้องสร้างศัตรูทางการเมือง ไม่ต้องตอบโต้ทุกประเด็น และไม่จำเป็นต้องใช้วาทกรรมรุนแรงเพื่อสร้างความนิยม เพราะผลงานที่ทำมาได้ทำหน้าที่สื่อสารแทนตัวผู้สมัครแล้ว

ผลเลือกตั้ง ส.ก. ก็สะท้อนภาพในทำนองเดียวกัน ประชาชนยังคงเปิดพื้นที่ให้พรรคประชาชนได้รับความไว้วางใจในหลายเขต แต่ขณะเดียวกัน ผลคะแนนก็เป็นสัญญาณว่า การเมืองแห่งอนาคตไม่อาจพึ่งพาเพียงการวิพากษ์วิจารณ์ฝ่ายตรงข้าม หรือการสร้างประเด็นความขัดแย้งอย่างต่อเนื่อง แต่ควรสร้างแนวทางการทำงานของตนเอง มุ่งเน้นนโยบายและผลงานเป็นสำคัญ

ประชาชนกำลังเรียกร้องให้ทุกพรรคเสนอคำตอบว่า หากได้รับความไว้วางใจแล้ว จะทำอะไรให้เมืองดีขึ้น ไม่ใช่เพียงมุ่งบอกว่าใครผิด ใช้การเมืองแบบสาดโคลนกันไปมา

ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้น คือประเด็นทางการเมืองเชิงวาทกรรมที่เคยถูกมองว่าเป็นวาระใหญ่อย่างข้อกล่าวหาเรื่องระบอบอากง กลับไม่ส่งผลต่อการตัดสินใจของคนกรุงเทพฯ เท่าที่หลายฝ่ายคาดไว้ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมากไม่ได้ลงคะแนนจากการเลือกข้างในสงครามวาทกรรม หากแต่เลือกจากสิ่งที่ผู้สมัครและพรรคการเมืองทำได้จริง

ข้อเท็จจริงอีกประการหนึ่งคือ ผู้สมัครที่ถูกกล่าวหาเชื่อมโยงกับระบอบอากง กลับได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้น โดยแทบไม่จำเป็นต้องเสียเวลาตอบโต้ข้อกล่าวหาดังกล่าว ขณะที่พรรคการเมืองซึ่งใช้ประเด็นนี้เป็นแกนหลักในการรณรงค์กลับได้รับคะแนนเสียงเพียงเล็กน้อย จึงเป็นคำถามสำคัญว่า วาทกรรมดังกล่าวยังมีพลังทางการเมืองมากน้อยเพียงใด เมื่อประชาชนหันมาใช้ “ผลงาน” เป็นเกณฑ์ตัดสิน

ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ ผลการเลือกตั้งครั้งนี้สะท้อนโจทย์เดิมที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข นั่นคือ การพึ่งพาฐานเสียงและชื่อเสียงในอดีตไม่เพียงพออีกต่อไป ยุคที่เชื่อว่าเพียงส่งผู้สมัครในนามพรรคก็จะได้รับเลือกกำลังผ่านพ้นไปแล้ว

ผู้สมัครทุกคนต้องพิสูจน์ตัวเอง ต้องมีผลงาน มีความใกล้ชิดประชาชน และต้องทำให้ประชาชนเชื่อมั่นว่าเป็นตัวแทนของพื้นที่อย่างแท้จริง

ท้ายที่สุด ผลเลือกตั้งครั้งนี้อาจสรุปได้ด้วยประโยคสั้น ๆ ว่า “คนกรุงเทพฯ ไม่ได้ปฏิเสธการเมือง แต่กำลังปฏิเสธการเมืองที่มีแต่คำพูด” และเลือกตอบด้วย “การเมืองที่แสดงผลลัพธ์ผ่านการลงมือทำ”

เมื่อประชาชนเห็นผลงานเป็นรูปธรรม วาทกรรมย่อมมีอิทธิพลลดลง เมื่อการบริหารสร้างความเชื่อมั่น การโจมตีทางการเมืองก็ไม่อาจแทนที่ข้อเท็จจริงได้ นี่คือสารสำคัญจากการเลือกตั้งกรุงเทพมหานคร 2569

ประชาชนไม่ได้ลงคะแนนให้คนที่พูดเก่งที่สุด แต่ลงคะแนนให้คนที่ทำงานจนผลงานพูดแทนตัวเอง การเลือกตั้งครั้งนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนของการเมืองไทย จากยุคเน้นวาทกรรม สู่ยุคการพิสูจน์ผลงานอย่างแท้จริง.