โฆษกวิปวุฒิสภา ออกโรงโต้เดือดเพจพรรคส้ม ปั่นเฟกนิวส์หาว่าร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข เอื้อประโยชน์ล้างผิดคดี “ฮั้ว สว.” ซัดพวก “ลัทธิส้ม” เน้นแต่ยอดไลก์ ไม่สนข้อเท็จจริง ท้า “ณัฐพงษ์” ออกมาชี้แจง ย้ำชัดกฎหมายนี้ทำเพื่อสมานฉันท์ยุติกีฬาสี 20 ปี ล้างคดีการเมืองกว่า 4 ล้านข้อหา แต่สกัดหน้าอุบัตเหตุ ไม่นิรโทษกรรมคดีทุจริต หรือ ม.112 เด็ดขาด แม้แต่กับเยาวชน หวั่นถูกผู้ไม่หวังดีหลอกใช้เป็นเครื่องมือ

เมื่อวันที่ 9 ก.ค. 2569 ที่อาคารรัฐสภา นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิ) ตั้งโต๊ะแถลงข่าวตอบโต้กรณีข้อพิพาท ร่าง พ.ร.บ. สร้างเสริมสังคมสันติสุข ภายหลังสภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบตามร่างที่ สว. แก้ไข โดยนายพิสิษฐ์ได้ออกโรงฉะเพจเฟซบุ๊กของพรรคประชาชนอย่างดุเดือด หลังโพสต์ข้อมูลบิดเบือนว่า กฎหมายฉบับนี้มุ่งล้างผิดหรือนิรโทษกรรมให้กับคดีทุจริตเลือกตั้ง หรือคดี “ฮั้ว สว.”
ปัดเอื้อ “ฮั้ว สว.” ชี้กฎหมายเกิดก่อนวันเลือกตั้ง 4 เดือน
นายพิสิษฐ์ ยืนยันว่า ข้อกล่าวหาเรื่องการนิรโทษกรรมคดีฮั้ว สว. เป็นเฟกนิวส์และไม่เป็นความจริงอย่างสิ้นเชิง เพราะฐานความผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้งในร่างกฎหมายนี้ มุ่งเป้าไปที่การเยียวยาเหตุการณ์ในอดีต (เช่น การปิดหน่วยเลือกตั้ง หรือฉีกบัตร) อีกทั้งกฎหมายฉบับนี้ถูกเสนอเข้าสภาฯ ตั้งแต่วันที่ 25 ม.ค. 2567 ซึ่งเกิดก่อนหน้าที่จะมีการเลือก สว. ถึง 4 เดือน
นอกจากนี้ ตนยังเป็นผู้เสนอให้ปรับปรุงถ้อยคำเพื่อล็อกสเปกให้ชัดเจนว่า “ต้องไม่เกี่ยวกับการเลือกตั้งโดยทุจริต ไม่เป็นธรรม และการแจ้งคุณสมบัติอันเป็นเท็จ” พร้อมการันตีว่า สว. ทั้ง 138 คนที่ถูกกล่าวหา ยังปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย และ สว. ส่วนใหญ่ไม่มีทางยอมรับการแก้กฎหมายเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ตัวเองเด็ดขาด
ซัด “ลัทธิส้ม” หิวแสง ท้า “ณัฐพงษ์” แจงด่วน
“ผมเรียกว่า ‘ลัทธิส้ม’ ไม่เน้นข้อเท็จจริง ไม่เน้นข้อกฎหมาย แต่เน้นยอดไลก์ยอดแชร์ อยากเรียกร้องให้ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ออกมาชี้แจงว่าเพจพรรคโพสต์ข้อมูลบิดเบือนแบบนี้มีเจตนาอย่างไร ท่านจะขอโทษก็ได้หรือไม่ขอโทษก็ได้ ผมไม่สนใจหรอก บอกตรง ๆ แต่ขอให้มาชี้แจง ไม่ใช่เงียบ” โฆษกวิปวุฒิ กล่าว
กางกติกา 4 ข้อห้าม นิรโทษกรรม
เพื่อความชัดเจน โฆษกวิปวุฒิ ได้กางเนื้อหาในมาตรา 3 ยืนยันว่ากฎหมายฉบับนี้ ไม่มีผลนิรโทษกรรมแก่การกระทำความผิดใน 4 กรณี ได้แก่:
- ความผิดฐานทุจริตหรือประพฤติมิชอบ
- ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
- ความผิดที่ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย หรือได้รับอันตรายสาหัส (ตามมาตรา 297)
- ความผิดต่อส่วนตัว หรือต้องรับผิดต่อบุคคลใดเป็นการเฉพาะรายที่ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐ
ปิดตาย ม.112 หวั่นถูกลัทธิเสี้ยมสอนเยาวชน
สำหรับประเด็นร้อนในมาตรา 11 นายพิสิษฐ์ ยอมรับว่า วุฒิสภาเป็นผู้ปรับปรุงถ้อยคำไม่ให้ยกเว้นความผิด ม.112 แม้กระทั่งกับกลุ่มเยาวชน เพราะกังวลว่าหากเปิดช่องว่างนี้ จะกลายเป็นบรรทัดฐานให้กลุ่มคนบางกลุ่มหรือบางลัทธิ นำไปเสี้ยมสอนและใช้เยาวชนเป็นเครื่องมือต่อต้านสถาบันฯ “เราต้องแยกแยะ การเมืองคือการเมือง สถาบันฯ ไม่เกี่ยวข้องกัน แต่มีคนพยายามดึงให้เกี่ยวกัน ผมเสียดายอนาคตเยาวชนที่ต้องมามีคดีความเพราะเรื่องเหล่านี้ตั้งแต่ปี 2562”
พอกันที! กีฬาสี 20 ปี จ่อปลดล็อก 4 ล้านคดี
นายพิสิษฐ์ ทิ้งท้ายว่า ประเทศไทยบอบช้ำจากความขัดแย้งแบ่งฝักแบ่งฝ่ายมาตั้งแต่ปี 2548 กระทบเศรษฐกิจและความเชื่อมั่น ถึงเวลาที่ความขัดแย้งต้องจบในสภา ไม่ใช่บนท้องถนน “พอกันทีกับกีฬาสี 20 ปี เดี๋ยวแดง เดี๋ยวเหลือง เดี๋ยวหลากสี ต่างชาติไม่กล้าลงทุน วันนี้เราต้องจับมือกันเดินหน้าประเทศ”
ทั้งนี้ หลังจากสภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการรอลงพระปรมาภิไธยและประกาศใช้เป็นกฎหมาย ซึ่งคาดว่าจะช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากคดีทางการเมืองได้ราว 6,000 คน ครอบคลุมกว่า 4 ล้านข้อหา (รวมถึงคดี พ.ร.บ.จราจรทางบก จากการชุมนุมปิดถนนกว่า 2 ล้านคดี) เพื่อให้ประเทศไทยได้เดินหน้าต่อไปเสียที.






















