อนุกมธ.ตำรวจ วุฒิสภา ลุยพัทยาไล่บี้แว้นต่างชาติ-จี้ผับติดผังหนีไฟ พร้อมดัดหลังเคสปืนพก! ย้ำ 6 แนวทางสลายเกาหลา “ตำรวจ-ทหารพราน”

วันที่ 22 กรกฎาคม 2569 นายกิติศักดิ์ หมื่นศรี ประธานคณะอนุกรรมาธิการการตำรวจ วุฒิสภา วุฒิสภา เปิดเผยในระหว่างการประชุมในที่อาคารรัฐสภาว่า ตนพร้อมด้วยนายสากล ภูลศิริกุล รองประธานคณะกรรมาธิการ ในฐานะประธานอนุกมธ.ยุติธรรม นายสมชาย นุ่มพูล รองประธานคณะกรรมาธิการ ว่าที่ พ.ต.กรพด รุ่งหิรัญวัฒน์ รองโฆษกกรรมาธิการ นายภาณุพงษ์ เต็งวงษ์วัฒนะ กรรมาธิการการฯ นำคณะลงพื้นที่บริเวณซอยเย็นสบาย พัทยาใต้ ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี เพื่อติดตามกรณีนักท่องเที่ยวชาวคูเวต มีพฤติกรรมเช่ารถจักรยานยนต์มาซิ่งป่วนเมือง โดยเฉพาะพื้นที่ไข่แดงอย่าง “ซอย VC” และ “ซอยเย็นสบาย” สร้างความเดือดร้อนรำคาญให้ประชาชนอย่างหนัก ในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมของทุกปี
โดยมีพ.ต.อ.เอนก สระทองอยู่ ผกก.สภ.เมืองพัทยา พร้อมตำรวจท่องเที่ยวและตำรวจตม.นำเข้าตรวจสอบ เมื่อคืนวันที่ 20 ก.ค.69 ที่ผ่านมา

จากนั้นได้นำคณะลงพื้นที่บริเวณถนน Walking Street เมืองพัทยา เพื่อติดตามมาตรการดูแลความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยวโดยเฉพาะสถานบันเทิง ผับ บาร์ กำชับเรื่องทางหนีไฟ บันไดหนีไฟต้องโล่ง ห้ามล็อกหรือมีสิ่งกีดขวางเด็ดขาด โดยจากการสุ่มตรวจสอบสถานบันเทิงชื่อดังจำนวน 3 แห่งประกอบด้วยร้าน Jalwa Club Pattaya , Boss Club Pattaya , Nasha Club พบป้ายไฟแจ้งทางหนีไฟ มีไฟส่องสว่างบริเวณบันไดหนีไฟ ติดตั้งระบบสปริงเกอร์ ปฏิบัติตามพ.ร.บ.ควบคุมอาคาร

นายกิติศักดิ์ กล่าวว่า เหตุการณ์เพลิงไหม้สถานบริการเกิดขึ้นซ้ำซาก และหากไม่มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดก็อาจเกิดขึ้นอีก สิ่งสำคัญคือ พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ. 2509 ที่ใช้มานานถึง 60 ปี ถือว่าล้าสมัย ไม่สอดคล้องกับบริบทสังคมปัจจุบัน จำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไข โดยเพิ่มหน่วยงานร่วมพิจารณาใบอนุญาตให้ครอบคลุม ทั้งโยธาธิการและผังเมือง สาธารณสุข การไฟฟ้า และการประปา เพื่อตรวจสอบระบบความปลอดภัยและระบบดับเพลิงอย่างรอบด้าน

นายกิติศักดิ์ ระบุต่อว่า ได้หารือกับ นายเศก จุลเกษร ประธานอนุกรรมาธิการการกฎหมาย เพื่อเตรียมดันเรื่องนี้ขึ้นสู่กรรมาธิการชุดใหญ่ โดยอนุกมธ.ตำรวจ จะตั้งคณะทำงานขึ้นมาศึกษาข้อมูลเพื่อส่งต่อการแก้ไขตัวบทกฎหมาย พร้อมเน้นย้ำว่า สถานบริการทุกแห่งต้องมีจิตสำนึกและบังคับใช้มาตรการความปลอดภัยอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการติด “ผังโครงสร้างอาคารและทางหนีไฟ” ให้เห็นชัดเจน และประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวทราบทันทีเมื่อเข้าใช้บริการ เพื่อป้องกันความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

นอกจากนี้นายกิติศักดิ์ ยังได้เป็นประธานการประชุมเพื่อพิจารณากรณีตำรวจทางหลวงจับกุมอาสาสมัครทหารพรานพกอาวุธปืนในพื้นที่ จ.พัทลุง จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคม

โดยมีพ.ต.อ. จรูญศักดิ์ โต๊ะถม รองผู้บังคับการตำรวจทางหลวง เข้าชี้แจง

พ.ต.อ. จรูญศักดิ์ กล่าวว่า กรณีดังกล่าวเป็นเรื่องความขัดกันระหว่างการบังคับใช้กฎหมายกับสภาพความเป็นจริงในการปฏิบัติงาน ฝ่ายตำรวจทางหลวงมีหน้าที่กวาดล้างอาชญากรรมบนท้องถนน ขณะที่เจ้าหน้าที่ความมั่นคงในพื้นที่เสี่ยงภัยก็จำเป็นต้องพกพาอาวุธปืนเพื่อป้องกันตัว โดยผู้บังคับบัญชาทั้งฝ่ายตำรวจและทหารจึงได้ร่วมหารือจนได้ข้อสรุปเบื้องต้นเป็น แนวทางปฏิบัติ 6 ข้อ เพื่อลดการกระทบกระทั่งประกอบด้วย
• ถอดประกอบปืนเมื่อพ้นพื้นที่สีแดง: เมื่อกำลังพลเดินทางออกจากพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ และ 4 อำเภอของ จ.สงขลา ให้ถอดประกอบอาวุธปืน แยกชิ้นส่วน และนำกระสุนออกจากแมกกาซีนเก็บไว้ต่างหาก
• ให้ความร่วมมือ ไม่ดื้อดึง: เมื่อเจอด่านตรวจค้นของตำรวจ กำลังพลต้องไม่ขัดขืนการปฏิบัติงาน และต้องพูดจาด้วยถ้อยคำสุภาพ
• ตำรวจต้องติดกล้อง: เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดตรวจค้นต้องบันทึกภาพด้วยกล้อง (Bodycam) เพื่อความโปร่งใสและใช้ ตรวจสอบย้อนหลังได้
• พกเอกสารรับรองติดตัว: กำลังพลต้องนำเอกสารการลาพัก หรือเอกสารคำสั่งปฏิบัติหน้าที่ติดตัวไปด้วยทุกครั้ง เพื่อใช้อ้างอิง (หากเอกสารชัดเจนอาจได้รับการผ่อนผันเรื่องการถอดประกอบปืน)
• ถูกจับให้สายตรงผู้บังคับบัญชา: กรณีถูกจับกุม ให้รีบติดต่อผู้บังคับบัญชาของหน่วยตนเองทันที เพื่อประสานงานกับหัวหน้าหน่วยตำรวจในพื้นที่
• ห้ามพกปืนเถื่อนเด็ดขาด: ต้องเป็นปืนที่มีทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น
นอกจากนี้ ในระดับนโยบายยังได้เตรียมจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ร่วมกันระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติกับหน่วยทหารในพื้นที่ เพื่อใช้เป็นบรรทัดฐานเดียวกัน

ด้าน ว่าที่ พ.ต.กรพด รุ่งหิรัญวัฒน์ ที่ปรึกษาอนุกรรมาธิการ ในฐานะรองประธานคณะอนุกรรมาธิการกิจการทหาร ได้กล่าวชื่นชมการทำงานของตำรวจทางหลวงในการผลงานจับกุมยาเสพติดและของหนีภาษี พร้อมฝากข้อสังเกตสำคัญในประเด็นดังกล่าวว่า ต้องแยกแยะระหว่าง ‘อดีตทหารพราน’ ที่ชอบนำบัตรไปแอบอ้างทำคดีสะเทือนขวัญ ออกจาก ‘ทหารพรานปัจจุบัน’ ที่ยังปฏิบัติหน้าที่อยู่ เพื่อไม่ให้สังคมเข้าใจผิด และต้องฝากเรื่องการแถลงข่าวจับกุมเจ้าหน้าที่รัฐด้วยกัน ภาพตำรวจ 8 นายยืนล้อมผู้ต้องหาคนเดียวทั้งที่ศาลยังไม่ตัดสิน มันสร้างความแตกแยกและสะเทือนใจ อยากให้ประสานหน่วยงานต้นสังกัดก่อนลงข่าวลักษณะนี้

ทั้งนี้คณะอนุกรรมาธิการมีข้อสังเกตและเสนอแนะว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจทำตามหน้าที่อย่างเคร่งครัดในการตั้งด่าน ดังนั้น ฝ่ายทหารที่เดินทางเข้าพื้นที่ตรวจก็ต้องแสดงตนโดยสุจริตใจเช่นกัน
โดยควรระบุเพิ่มใน MOU ให้ชัดเจนว่า “เมื่อเจอด่านตรวจของตำรวจ ให้ทหารแสดงความสุจริตใจ ยื่นหนังสือรับรองพร้อมแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ทันทีว่ามีอาวุธปืนมาด้วย” ซึ่งจะช่วยยืนยันความบริสุทธิ์ใจตั้งแต่แรก และช่วยลดความขัดแย้งระหว่างตำรวจกับทหารได้อย่างยั่งยืน.























