“สว.จำลอง” บี้รัฐควักงบด่วนลอก “แม่น้ำท่าจีน” รับมือน้ำท่วมซ้ำซาก ด้าน “สว.ชีวะภาพ” แนะรื้อประตูระบายชำรุด ขวางทางไหลน้ำ

วันที่ 6 ม.ค.69 นายชีวะภาพ ชีวะธรรม ประธานคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา เป็นประธานการประชุมเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำโดยการขุดลอกแม่น้ำท่าจีนในพื้นที่จังหวัดชัยนาท , สุพรรณบุรี, นครปฐมและสมุทรสาคร โดยเชิญผู้แทนจากอธิบดีกรมชลประทาน , อธิบดีกรมเจ้าท่าและเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติหรือสทนช. เข้าชี้แจงถึงแผนดำเนินการและการจัดสรรงบประมาณในการขุดลอกเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมในเขตภาคกลาง

นายนรินทร์ศักย์ สัทธาประสิทธิ์ รองอธิบดีกรมเจ้าท่า กล่าวว่า แม่น้ำท่าจีน เป็น 1 ใน 9 แผนงานหลักภายใต้โครงการบรรเทาอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง เพื่อเพิ่มศักยภาพในการระบายน้ำเหนือออกสู่ทะเล โดยในฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยานั้น จะต้องขุดคลองบายพาสแม่น้ำท่าจีนบริเวณ อ.โพธิ์พระยา จ.สุพรรณบุรี ขุดช่องลัดแม่น้ำท่าจีนที่มีลักษณะเป็นกระเพาะหมูจำนวน 4 แห่ง และขุดลอกแม่น้ำท่าจีนตั้งแต่ กิโลเมตรที่ 40 จากปากแม่น้ำขึ้นมา ซึ่งจะสามารถเพิ่มการระบายได้จาก 464 ลบ.ม.ต่อวินาที เป็น 535 ลบ.ม.ต่อวินาที ซึ่งหากสามารถดำเนินการได้ทั้งหมดจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการระบายน้ำเหนือลงสู่ทะเล สร้างความมั่นคงในเรื่องน้ำเพื่อการเกษตร การอุปโภค-บริโภค ดังนั้น กรมเจ้าท่า จึงมีความจำเป็นในการขอรับจัดสรรงบประมาณเพื่อศึกษาและออกแบบรายละเอียดในการขุดลอกแม่น้ำท่าจีน ตลอดสายตั้งแต่ จ.ชัยนาท นครปฐม สุพรรณบุรี เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ชองโครงการบรรเทาอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างต่อไป

ส่วนนายธเนศร์ สมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา กรมชลประทาน กล่าวว่า ปัจจุบันกรมชลประทานอยู่ระหว่างทำการศึกษาเพื่อสำรวจและออกแบบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของแม่น้ำท่าจีน ซึ่งมีความยาวประมาณ 177 กิโลเมตร โดยจะมีความกว้างของลำน้ำเพิ่มขึ้นที่ประมาณ 150 ถึง 270 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ที่บริเวณปากอ่าวก่อนลงสู่ทะเล ซึ่งการสำรวจออกแบบไปแล้วเสร็จในเดือนกันยายน 2569 หลังจากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนการเสนอแผนงานของโครงการ ที่จะเข้าไปดำเนินการในพื้นที่

ด้านนายจำลอง อนันตสุข สว.สุพรรณบุรี ในฐานะเลขานุการคณะกรรมาธิการฯ ระบุว่า “จะทำอย่างไรให้ได้งบฯ ด่วน!” เพื่อขุดลอกแม่น้ำท่าจีนให้ทันรับน้ำฝนเดือนมิถุนายนนี้ เพราะหากต้องรอตามระบบราชการไปจนถึงปี 2570 มีหวังชาวบ้าน อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี และชาวลุ่มน้ำท่าจีนอีกหลายจังหวัดต้องจมน้ำมิดหลังคาอีกรอบ พร้อมย้ำชัดว่าการรอเยียวยาไม่คุ้มค่ากับความเสียหาย” จึงต้องผลักดันให้รัฐบาลชุดใหม่กล้าทุ่มงบ แก้ปัญหาให้ทันท่วงที ไม่ใช่ปล่อยให้ชาวบ้านรับกรรม
ขณะที่นายชีวะภาพ ฝากการบ้านชิ้นใหญ่ให้ไปตรวจสอบ “ประตูระบายน้ำเก่าแก่” ที่ชำรุดทรุดโทรมจนใช้การไม่ได้ ว่าสิ่งเหล่านี้กำลังกลายเป็นตัวปัญหา “บีบการไหลของแม่น้ำ” อยู่หรือไม่?
”ที่ผ่านมาหน่วยงานราชการมักไม่กล้าตัดสินใจ แต่ต้องยอมรับความจริงว่า บางจุดเกิดความผิดพลาดในการคำนวณทางวิศวกรรมในอดีต ทำให้กลายเป็นสิ่งกีดขวางทางน้ำเสียเอง ดังนั้นถ้ามันพัง มันขวาง ก็ต้องรื้อออก! อย่าปล่อยไว้เป็นซาก ต้องกล้าเสนอของบประมาณมาแก้ไข รื้อเพื่อเปิดทางให้น้ำไหลสะดวก” นายชีวะภาพ กล่าว.
นอกจากประเด็นสั่งรื้อแล้ว ประธาน กมธ.ฯ ยังโชว์วิสัยทัศน์แนะกรมเจ้าท่า ให้งัดเทคโนโลยีมาใช้ “เอาภาพถ่ายดาวเทียมมาสแกนดูความลึกของตะกอนดินบริเวณปากอ่าวเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำแม่น้ำท่าจีน
พร้อมกันนี้ ยังชี้ช่องทาง “ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว” โดยแนะว่าในอนาคตการขุดลอกต้องจับมือกับ “เจ้าหน้าที่กรมที่ดิน” นำดินตะกอนที่ขุดได้ไปถมที่ที่ไม่มีกรรมสิทธิ์เพื่อเพิ่มพื้นที่ปริมาณ ถือเป็นการ “ทวงคืนพื้นที่สาธารณะ” ให้กลับมาเป็นสมบัติของแผ่นดินไปในตัว
นายชีวะภาพ ยังกล่าวชื่นชม “9 แผนงานเชิงรุก” ของกรมเจ้าท่า ทั้งการขุดลอกแม่น้ำเจ้าพระยา-ท่าจีน และการปรับปรุงคลองฝั่งตะวันตก-ตะวันออก รวมถึงไอเดียขุดคลองระบายน้ำคู่ขนานวงแหวนรอบที่ 3 ว่าเป็นแผนที่ “ทำให้ประชาชนยิ้มได้” หวังว่าจะช่วยปลดล็อกความทุกข์ระทมของชาวบ้านจากปัญหาน้ำท่วมได้จริงเสียที
ทั้งนี้ทางคณะกรรมาธิการฯ มีข้อสังเกตและเสนอแนะว่า อยากเห็นระบบชลประทานในประเทศไทย มีนวัตกรรมใหม่ๆในการบริหารจัดการน้ำ มีความพร้อมในด้านงบประมาณรวมถึงสทนช. จะต้องให้ความสำคัญ กับข้อมูลและการออกแบบเชิงระบบที่ ไม่ใช่เฉพาะแค่ลำน้ำใหญ่ๆ เท่านั้น แต่ยังจะต้องมีการขุดลอกคลองตามคลองซอยต่างๆในชุมชนอีกด้วย เพื่อ สร้าง เป็น แก้ม ลิง กักเก็บ น้ำขนาดเล็กตามจุดต่างๆ ควบคู่ไปกับการระบายน้ำลงสู่ ตอนล่าง
























