สว.พบประชาชน ภาคกลาง (ตอนบน) ลุยแปลงนาเกษตรกรบ้านท่าเตียน อ.เดิมบางนางบวช ศึกษา “นาเปียกสลับแห้ง“ ลดโลกร้อนพร้อมชื่นชมชูเป็นชุมชนต้นแบบ ปลูกข้าวคาร์บอนต่ำ มุ่งขยายผลให้เกษตรกรทั่วประเทศ

คณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชนกลุ่มภาคกลาง (ตอนบน) โดยมี นายชีวะภาพ ชีวะธรรม สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะประธานโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชนกลุ่มภาคกลาง (ตอนบน) พร้อมด้วยสมาชิกวุฒิสภา จังหวัดสุพรรณบุรี นายจำลอง อนันตสุข นายชูชาติ อินสว่าง และนายศรายุทธ ยิ้มยวน และคณะสมาชิกวุฒิสภา ลงพื้นที่พบปะพี่น้องเกษตรกรอำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี ณ ศูนย์ข้าวชุมชนบ้านท่าเตียน หมู่ 11 ตำบลเดิมบาง อำเภอเดิมบางนางบวช วันที่ 3 เมษายน 2569 เวลา 08.30 นาฬิกา เพื่อศึกษาดูงานแปลงนาข้าวลดโลกร้อน ปลูกแบบเปียกสลับแห้งของเกษตรกร Smart Farmer โดยมี นายกลวัชร ทรัพย์ส่งสุข รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี นางสาวขวัญฤทัย ไตรพรม นายอำเภอเดิมบางนางบวช และนางเสาวนีย์ โพธิ์รัง ผู้จัดการกลุ่มนาแปลงใหญ่เกษตรสมัยใหม่ตำบลเดิมบาง หัวหน้าส่วนราชการ และเกษตรกร Smart Farmer ตำบลเดิมบาง ร่วมให้ข้อมูล

.
นางเสาวนีย์ โพธิ์รัง ผู้จัดการกลุ่มนาแปลงใหญ่เกษตรสมัยใหม่ตำบลเดิมบาง ตัวแทนเกษตรกร ให้ข้อมูลว่า กลุ่มเกษตรกรฯ ได้ดำเนินการทำนาแบบ 4 ป + 1 IPM ควบคู่กับการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง และได้ทำ MOU กับบริษัทเอกชนรับซื้อข้าวคาร์บอนต่ำ มาแล้ว 2 ปี ครอบคลุมพื้นที่ 675 ไร่ เกษตรกร 27 ราย โดยเกษตรกรจะได้รับราคาตลาดบวกเพิ่มจากการบันทึกข้อมูลผ่านแอปพลิเคชัน ตันละ 500 บาท และยังสามารถต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงเกษตร ร่วมกับบริษัทจากประเทศญี่ปุ่น ทำให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชมแปลงนาลดโลกร้อนอย่างต่อเนื่อง

.
นอกจากนี้ กลุ่มเกษตรกรฯ ยังพัฒนาการใช้แอปพลิเคชันพยากรณ์อากาศ การปรับพื้นที่ด้วยเลเซอร์ การบริหารจัดการน้ำ การใช้เมล็ดพันธุ์คุณภาพ และงานวิจัยด้านการปลูกข้าวมาช่วยดำเนินการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง ซึ่งสามารถลดการใช้น้ำได้ 30-50% ลดก๊าซมีเทน 30-40% ช่วยให้ต้นข้าวแข็งแรง และสามารถพัฒนาเป็น “ข้าวคาร์บอนต่ำ” รวมถึงสร้างโอกาสขายคาร์บอนเครดิตในอนาคตได้

.
ขณะที่เกษตรกรจังหวัดสุพรรณบุรี กล่าวว่า จังหวัดให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนงานส่งเสริมการเกษตรแบบลดโลกร้อนอย่างจริงจัง โดยได้สนับสนุนผ่านสำนักงานเกษตรจังหวัด เพื่อขยายผลโครงการไปยังทั้ง 10 อำเภอ และในปี 2569 นี้ ได้การเพิ่มพื้นที่ดำเนินการอีก 4,000 ไร่ และได้รับการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมการเกษตร กรมการข้าว และภาคเอกชน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนโครงการ โดยตั้งเป้าหมายพื้นที่รวม 10,000 ไร่

.
ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ ได้กล่าวชื่นชมกลุ่มเกษตรกรที่รวมกลุ่มกันอย่างเข้มแข็ง และขอบคุณหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ที่เข้ามาให้การสนับสนุนกลุ่มเกษตรกรในการขับเคลื่อนการปลูกข้าวคาร์บอนต่ำ โดยเห็นความสำคัญของการลดการเผาและการทำนาที่ปล่อยก๊าซมีเทน และได้เสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยขยายโมเดลดังกล่าวไปยังพื้นที่อื่น และพัฒนาตลาดรองรับข้าวคาร์บอนต่ำในอนาคต โดยวุฒิสภาจะรวบรวมข้อมูลเพื่อนำเสนอรัฐบาลตามบทบาทหน้าที่ เพื่อผลักดันนโยบายสนับสนุนเกษตรกรอย่างยั่งยืนต่อไป
























