ขยะไทยก็เอาไม่อยู่ : จะนำเข้าขยะต่างประเทศเข้ามาอีก? : วีระศักดิ์ โควสุรัตน์

โดยวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา รองประธานคณะกรรมาธิการการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ของวุฒิสภา

ขยะนั้นเป็นสิ่งที่ไม่มีเมืองไหน ประเทศใดปราถนาหรอก

แต่มันก็มีขึ้น มากน้อยตามปริมาณการบริโภค และค่านิยมการทำตลาดของสินค้า

นั่นคือลักษณะของขยะธรรมดา

แต่ถ้าเป็นขยะพลาสติก นอกจากมีลักษณะข้างต้นครบถ้วน แต่ที่หนักกว่าคือมันจะอยู่ทนทานนานร้อยๆปี

แม้แต่ตอนที่มันสลาย มันก็ยังไม่หมดอิทธิฤทธิ์

เพราะมันแค่แตกตัวให้เล็กลงๆ จนตามองไม่เห็น

และเล็กลงจนไปอยู่ในห่วงโซ่อาหารของสิ่งมีชีวิต ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

โดยเฉพาะถ้ามันเป็นพลาสติกที่ผลิตจากปิโตรเลียม

มันจึงเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม และร้ายแรง

รัฐบาลนายกฯบรรหาร ในปี2539 จึงได้ออกประกาศกระทรวงพาณิชย์ ห้ามนำเข้าเศษพลาสติกหรือสิ่งใดที่ใช้ไม่ได้แล้วและทำจากพลาสติก เข้ามาในประเทศ เว้นแต่จะอนุญาตโดยกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมก็ออกประกาศกรมโรงงาน ว่าเศษพลาสติกที่จะนำเข้ามาขออนุญาตนั้นต้องมีขนาดที่ตัดแล้วยาวไม่เกิน 2 เซนติเมตร และต้องสามารถใช้ส่งเข้ากระบวนการหลอมได้โดยไม่ต้องมีการทำความสะอาดอีก

10ปีต่อมาจึงยกระดับจากประกาศกรมโรงงานมาเป็นระดับประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม

แปลว่าควบคุมโดยมีเงื่อนไขมาตั้งเกิน20ปีแล้ว

ซึ่งก็ราบรื่นดี

เมื่อไม่มีการนำเข้ามาเยอะเกินไปราคาขยะในประเทศก็พอไปไหว  ซาเล้ง และคนเก็บคุ้ยขยะ จึงสามารถเก็บเศษพลาสติกทั้งถุงทั้งขวด ทั้งเครื่องใช้พลาสติกมาชั่งน้ำหนักขายให้ร้านรับซื้อของเก่า รับซื้อขยะเพื่อรวบรวม แยกแยะตามหมวดวัสดุ  ขายส่งเป็นวัตถุดิบให้โรงงานในไทยบ้าง ส่งไปขายในตลาดรับซื้อวัสดุเหลือใช้ในต่างประเทศบ้าง

จนมีตลาดกลางระหว่างประเทศที่มีราคากลางของเศษวัสดุชนิดต่างๆให้อ้างอิง

คนจีนเรียกว่า หั่งเช้ง เสมือนเป็นดัชนีดาวน์โจนส์บอกสถานการณ์ตลาดของเรื่องนั้นๆ

คนคุ้ยขยะออกมาจากซากจากกองจึงนับว่ามีคุณต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมไทยอยู่ไม่น้อย เพราะช่วยลดขนาดและปริมาณขยะในแต่ละถิ่นได้

ลดภาระเทศบาลและกทม.ไปในตัว

แต่เขาจะทำอย่างนั้นได้ ก็ต่อเมื่อสิ่งที่เขาเก็บไปรวบรวม มันยังพอเหลือราคาค่างวดที่พอจะประทังชีพเขาได้

ถ้าขยะพลาสติกเป็นสิ่งที่ไม่มีใครรับซื้อในราคาที่เขาพอจะอยู่ไหว

เขาจะเก็บมันออกไปหรือ

นับเป็นวิชาเศรษฐศาตร์สิ่งแวดล้อมเบื้องต้นอย่างหนึ่งได้เลยนะครับ

นั่นคือฉากแรก

ตัดภาพมาฉากสองของวงการขยะข้ามชาติ

ขยะที่ถูกรวบรวมตามฉากแรกตะกี้ มีเป็นจำนวนมากที่ส่งไปที่จีนแผ่นดินใหญ่

เพราะในช่วงก่อร่างก่อนทะยานตัวจากชาติอุตสาหกรรมไปสู่ชาติไฮเทคนั้น จีนยอมรับสภาพการตกเป็นแหล่งรับและแหล่งก่อมลพิษ เพื่อแลกกับประโยชน์ทางเศรษฐกิจ

แต่พอกลางปี2560 จีนผ่านความตื่นตัวขนานใหญ่ และได้กลายเป็นชาติที่มีโครงการเศรษฐกิจสีเขียวที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

จีนจึงประกาศห้ามการนำเข้าขยะแทบทุกอย่างจากต่างประเทศ และให้เวลา3ปี จากปี2560 ที่จะไม่มีขยะอะไรจะเข้าจีนได้อีกในปี2563

ซึ่งหลังจากนั้นจีนก็ขยับ จัดระเบียบใหม่ในเรื่องอื่นๆตามมาอีกเป็นลำดับจนทุกวันนี้ ที่จีนสามารถบอกทุกชาติ และบอกคนรุ่นถัดไปในจีนได้ ว่าเขาได้กล้าหาญ และฉลาดเฉลียวพอที่จะเห็นแก่ประโยชน์ของการพัฒนาที่ไม่ทิ้งสิ่งแวดล้อม เห็นแก่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ แม้แต่การจำกัดเวลาเกมส์ออนไลน์ให้เยาวชนเล่นได้ ไม่เกินสัปดาห์ละ 3 ชั่วโมง!!

ถ้าเป็นชาติอื่นๆ คงลงแดง

แต่ถ้าทำเรื่องปฏิรูปเปลี่ยนแปลงอย่างกล้าหาญ มีแบบมีแผนมาเรื่อยๆ ผู้ต่อต้านก็จะเลี่ยงและถอยออกไปได้เอง

แน่นอนว่าเถ้าแก่โรงหลอมพลาสติกเพื่อผลิตนั่นนี่ที่ยังไม่อยากเปลี่ยนอาชีพก็ต้องกระเจิง สั่งย้ายระบบธุรกิจเสี่ยงๆต่อสิ่งแวดล้อมออกจากจีนไปหาที่ตั้งใหม่

จะไปไหนล่ะครับ ถ้าไม่มาอาเซียน และไทย ที่ใกล้กว่า และกำลังแข่งกันดึงดูดการลงทุนข้ามชาติเข้าไปหาพื้นที่ตัวเองมาตลอด40ปี

ปรากฏว่า ยอดการนำเข้าเศษพลาสติกพุ่งพรวดในปี2559 แล้วทะยานจากกราฟเรียบแบน ที่ไม่เคยเกิน5 -6หมื่นตันต่อปี กลายเป็น เกือบ 7 แสนตันต่อปี!!

โต10เท่าตัว ทันที

รออ่านต่อภาค2 พรุ่งนี้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *