“สว.กัลยา” หนุน FTA ไทย-ภูฏาน เสิร์ฟเกษตรอินทรีย์ช่วยคนไทย ห่วงผักผลไม้อาบยาพิษทะลัก แหลมฉบังวิกฤติ อย.ขาดแคลนบุคลากร

วันที่ 17 มิ.ย. 2569 นางกัลยา ใหญ่ประสาน สมาชิกวุฒิสภา จ.ลำพูน อภิปรายในที่ประชุมรัฐสภา ระหว่างการพิจารณาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างประเทศไทยกับสมาคมการค้าเสรียุโรป (EFTA) ว่า ตนสนับสนุนข้อตกลงดังกล่าว โดยภูฏานเป็นประเทศที่เล็งเห็นความสำคัญของปรัชญาความสุขมวลรวมประชาชาติ (GNH) และเน้นการทำเกษตรกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งที่ผ่านมาไทยและภูฏานมีความสัมพันธ์อันดี และมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านเกษตรอินทรีย์ร่วมกันมาโดยตลอด
สว.กัลยา กล่าวว่า ตนในฐานะอนุกรรมาธิการการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบท่าเรือแหลมฉบัง เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นด่านนำเข้า-ส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ มีตู้สินค้าผ่านเข้าออกวันละกว่า 20,000 ตู้ พบว่ามีสถิติการนำเข้าผักและผลไม้จากกว่า 20 ประเทศ สูงถึงกว่า 549.9 ล้านกิโลกรัม
จากการสุ่มตรวจตั้งแต่ปี 2566 ถึงปัจจุบัน พบข้อมูลน่าตกใจว่า มีผักและผลไม้นำเข้าตกมาตรฐานความปลอดภัยเป็นจำนวนมาก โดยกลุ่มที่ตกมาตรฐานเป็นลำดับต้นๆ ได้แก่:
- กลุ่มผัก: คลื่นช่าย, หัวผักกาด, มันฝรั่ง
- กลุ่มผลไม้: ส้ม, สาลี่, แก้วมังกร, องุ่น, แอปเปิ้ล
ที่น่ากลัวที่สุดคือ ตรวจเจอสาร “คลอร์ไพริฟอส” (Chlorpyrifos) ซึ่งเป็นสารเคมีอันตรายที่ประเทศไทยสั่งห้ามใช้ไปแล้ว เนื่องจากมีพิษร้ายแรงทำลายสมองเด็ก ทำให้พิการ พัฒนาการช้า และส่งผลให้ผู้ใหญ่เป็นหมันได้
สว.กัลยา เตือนด้วยว่า ความเสี่ยงใหญ่หลวงที่หน้าด่านในขณะนี้คือ การขาดแคลนเครื่องเซนเซอร์ 3 มิติ และที่วิกฤติที่สุดคือ “กำลังพลไม่เพียงพอ” เนื่องจากเจ้าหน้าที่กองด่านอาหารและยา (อย.) ที่ดูแลรับผิดชอบมีเพียง 14 คนเท่านั้น แม้ทางผู้อำนวยการด่านจะเคยขอเพิ่มไป 200 คน แต่กลับได้เพิ่มมาเพียง 2 คนเท่านั้น ทำให้เกิดความเสี่ยงสูงมากที่ผักผลไม้ปนเปื้อนสารพิษเหล่านี้จะเล็ดลอดผ่านสายตาเจ้าหน้าที่ไปถึงโต๊ะอาหารของคนไทย
ในช่วงท้าย นางกัลยา ย้ำว่า ข้อตกลง FTA ไทย-ภูฏาน ในครั้งนี้ จึงถือเป็นโอกาสทองและทางเลือกสำคัญของผู้บริโภคชาวไทย ที่จะได้เข้าถึงแหล่งอาหารที่ปลอดภัยจากประเทศภูฏาน และจะเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญในการผลักดันเกษตรกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมร่วมกันของทั้งสองประเทศต่อไป






















