นายกฯยืนยันดูแลประชาชนทุกมิติ ย้ำระบบสาธารณสุขไทยมีประสิทธิภาพ ขอความร่วมมือไม่บิดเบือนข้อมูลข่าวสาร เร่งเดินหน้าจัดหาวัคซีนเพิ่มเติมต่อเนื่อง เชื่อมั่นสถานการณ์จะดีขึ้นตั้งแต่ ส.ค.

วันนี้ (29 กรกฎาคม 2564) พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ตอบประเด็นคำถามถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่อยู่ในความสนใจของพี่น้องประชาชนในขณะนี้ โดยนายกรัฐมนตรีย้ำว่ารัฐบาลมีหน้าที่ดูแลประชาชนในทุกมิติด้วยกัน ทั้งด้านเศรษฐกิจ ด้านความมั่นคง และด้านสาธารณสุข ซึ่งจากการหารือร่วมกับคณะทำงานเศรษฐกิจ เพื่อพูดคุยถึงสถานการณ์เศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจในภูมิภาค พบว่าประเทศไทยมียอดการส่งออกที่เพิ่มมากขึ้น ดังนั้นจะต้องเร่งเพิ่มความเข้มแข็ง อาทิ การขยายตลาด การปรับเปลี่ยนวิธีการนำเข้า – ส่งออก เป็นต้น พร้อมหารือเพื่อเตรียมมาตรการเยียวยาพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทั้งดำเนินมาตรการเดิมที่มีอยู่ หรือจัดทำมาตรการใหม่เพิ่มเติม ซึ่งอาจต้องมุ่งเน้นไปยังกิจการ/กิจกรรม บางกลุ่มเป็นพิเศษ โดยนายกรัฐมนตรียืนยันว่ามีงบประมาณเพียงพอ เนื่องจากยังมีงบประมาณจาก พรก.กู้เงินฯ 5 แสนล้านบาทที่ยังไม่ถูกนำมาใช้ ก็จะนำมาใช้ในส่วนนี้ รวมถึงการให้ความสำคัญแก่ภาคการผลิต ไม่ให้ได้รับความเสียหายจากการปิดโรงงาน บางโรงงานที่พบผู้ติดเชื้อได้จัดทำพื้นที่โรงงานเป็นโรงพยาบาลสนาม แต่โรงงานใดที่ไม่มีความพร้อม ก็ได้เร่งนำผู้ป่วยติดเชื้อเข้าสู่โรงพยาบาลสนามของกระทรวงแรงงาน และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม อย่างไรก็ตาม ต้องเร่งให้มีการฉีดวัคซีนแก่ภาคธุรกิจ เจ้าของโรงงาน และแรงงานต่าง ๆ ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการฉีดวัคซีนแก่ลูกจ้างที่อยู่ในกลุ่มผู้ประกันตน ม 33 ม 39 และ ม 40 แล้ว

นายกรัฐมนตรียังขอความร่วมมือให้ลูกจ้างที่ยังไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคมเร่งขึ้นทะเบียนเพื่อที่จะได้รับเงินเยียวยาตามมาตรการอีกด้วย ทั้งนี้ ยังได้มีการติดตามความคืบหน้าของมาตรการ Sandbox ที่มีผลตอบรับทางด้านดี โดยเฉพาะการท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต และพื้นที่อื่น ๆ ที่เริ่มเปิดไปแล้ว ในช่วงที่ผ่านมายังไม่พบผู้ติดเชื้อเกินเกณฑ์ที่กำหนด จึงต้องหาแนวทางการขยาย Sandbox ออกไปยังพื้นที่อื่น ๆ เพิ่มเติม ประเด็นสำคัญคือจะต้องเร่งฉีดวัคซีนและมีมาตรการตรวจสอบคัดกรองอย่างเข้มงวด เพื่อเน้นความปลอดภัยทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามา

นายกรัฐมนตรีรับทราบถึงความกังวลของพี่น้องประชาชน เมื่อมียอดผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตเพิ่มมากขึ้น แต่ยอดผู้ป่วยติดเชื้อที่รักษาหายแล้วก็เพิ่มสูงขึ้นเช่นเดียวกัน พร้อมเชื่อมั่นว่ามาตรการต่าง ๆ ที่ได้ประกาศใช้ไปเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม ยังใช้ได้อยู่ในช่วงนี้ แต่จะมีการพิจารณาต่อไปตามห้วงระยะเวลาว่าจะมีการเพิ่มมาตรการอย่างไรบ้าง โดยจะต้องหารือร่วมกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่คณะทำงานสาธารณสุข นำเสนอมาตรการผ่าน ศปก.ศบค. ที่มีการประชุมทุกวัน และนำเข้าสู่ที่ประชุม ศบค. ชุดใหญ่เพื่อให้นายกรัฐมนตรีในฐานะ ผอ.ศบค. อนุมัติและให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับทราบและปฏิบัติตาม นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าขณะนี้หลายประเทศทั่วโลกมียอดผู้ป่วยติดเชื้อเพิ่มมากขึ้นเช่นเดียวกัน แต่เราจะต้องมุ่งเน้นให้มีการสูญเสียให้น้อยที่สุด ขอให้ทุกคนร่วมมือกันปฏิบัติตามมาตรการเพื่อป้องกันตนเองแม้ว่าได้รับการฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มแล้ว โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการระบาดสูง ต้องระมัดระวังไม่ให้มีการแพร่เชื้อภายในครอบครัว ปฏิบัติตามมาตรการ DMHTT อย่างเคร่งครัด นายกรัฐมนตรียังย้ำว่าประเทศไทยมีระบบสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพ แต่บุคลากรทางแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานไม่เพียงพอ จึงต้องขอความร่วมมือจากอาสาสมัคร อสม. จิตอาสา ลงไปสำรวจในพื้นที่ ซึ่งมีหลายหน่วยงานได้จัดทีมลงพื้นที่ตรวจเชิงรุกในชุมชนต่าง ๆ แล้ว เพื่อคัดแยกผู้ป่วยออกมา

นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการตรวจคัดกรองโรคด้วยชุดตรวจ Antigen Test Kit เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการตรวจได้ด้วยตนเองและลดความแออัดในจุดตรวจตามพื้นที่ต่าง ๆ ซึ่งการตรวจครั้งแรกอาจยังไม่ได้ผลที่ชัดเจน จะต้องมีการตรวจซ้ำในเวลา 7 วัน หากผลออกเป็นบวกก็ต้องตรวจแบบ RT-PCR เพื่อเข้าสู่การรักษาตามลำดับ และจะนับเป็นจำนวนยอดผู้ป่วยโควิด-19 ยืนยันว่ากระบวนการดังกล่าวไม่ได้เป็นการปกปิดจำนวนผู้ติดเชื้อ แต่เป็นการดำเนินการตามหลักทางการแพทย์ นายกรัฐมนตรียังขอความร่วมมือให้ไม่บิดเบือนข้อมูลข่าวสารที่จะสร้างความตื่นตระหนกแก่ประชาชน ขณะนี้เป็นช่วงเวลาที่ประเทศกำลังมีปัญหา ขอให้รับฟังข้อมูลทั้งสองข้าง รัฐบาลได้ประชาสัมพันธ์ข้อมูลที่เป็นคำแนะนำแก่ประชาชน พร้อมทั้งรับฟังประชาชนทุกฝ่าย และขอให้ร่วมกันเป็นกำลังใจให้บุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน จิตอาสา ทหาร ที่ลงพื้นที่ทำงานกันอย่างเต็มที่ นายกรัฐมนตรีเห็นใจและเสียใจกับผู้ที่สูญเสีย แต่ไม่เคยท้อ และจะเดินหน้าแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ทุกเรื่องที่ประชาชนเดือดร้อน ทั้งคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ สังคม ประเทศ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การลงทุน การค้า การเพิ่มรายได้ประเทศ GDP แผนงานตามยุทธศาสตร์ พร้อมทั้งเป็นกำลังใจให้ผู้ปฏิบัติงานทุกคนอย่าท้อแท้

นายกรัฐมนตรียังเป็นห่วงถึงกรณีผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 ที่รอเข้ารับการรักษาอยู่ที่บ้าน เนื่องจากไม่สามารถติดต่อหน่วยงานได้ ใช้เวลาติดต่อนาน ได้มีการเปิดช่องทางการติดต่อเพิ่มเติม และเปิดให้บริการฟรีสำหรับการโทรแจ้ง โดยการรักษาตัวที่บ้านหรือ Home Isolation ขณะนี้มีชุดแพทย์เข้าไปให้ให้บริการทางการแพทย์ โดยหลายอย่างต้องใช้เวลา ทั้งการขนย้ายผู้เสียชีวิต หรือการนำผู้ป่วยติดเชื้อเข้าสู่ระบบการรักษา ปรับการดำเนินงานให้สอดคล้องกัน ซึ่งสามารถติดต่อหน่วยงานเพื่อเข้ารับการรักษาในเบื้องต้นได้ที่ศูนย์แรกรับหรือศูนย์พักคอย ณ ที่ทำการเขต นอกเหนือจากการแจ้งทางโทรศัพท์ หรือแม้แต่สถานที่ราชการต่าง ๆ สถานพยาบาล ทหาร ตำรวจ ที่จะต้องช่วยกันดูแลพี่น้องประชาชน ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรียังยืนยันว่า ศบค. ยังเป็นกลไกสำคัญในการบูรณาการทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการปฏิบัติงานตามกฎหมายของตัวเองภายใต้ พรก.ฉุกเฉินฯ และมาตรการที่กำหนด โดยมีการประชุมของคณะทำงานต่าง ๆ อาทิ กระทรวงสาธารณสุข กทม. นำเสนอผ่านเลขาธิการ สมช. เข้าสู่ที่ประชุม ศบค. ชุดใหญ่ หากมีการใช้งบประมาณก็จะต้องนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี โดยนายกรัฐมนตรีได้มีการประเมินสถานการณ์และรับทราบข้อมูลทุกวัน โดยเฉพาะในเรื่องการบริหารจัดการวัคซีน เชื่อมั่นว่าตั้งแต่เดือนสิงหาคมเป็นต้นไปจะอยู่ในสถานการณ์ที่ดีขึ้น ซึ่งประเทศไทยเป็นฐานการผลิตวัคซีนตามยอดการผลิตที่บริษัทผู้ผลิตเป็นคนกำหนด และการรับวัคซีนจากต่างประเทศจะต้องมีการตรวจสอบคุณภาพก่อน 5 วัน และกระจายไปสู่สถานที่ฉีดวัคซีนของรัฐ สถานที่ฉีดวัคซีนเอกชน และสถานที่ฉีดวัคซีนในพื้นที่แต่ละจังหวัด ซึ่งตามหลักการกระจายวัคซีนแล้วทุกจังหวัดจะต้องได้รับการฉีดวัคซีนตามสัดส่วนจำนวนประชากร และความรุนแรงของสถานการณ์การแพร่ระบาด โดยที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไขความแออัดในศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อแล้ว พร้อมให้ความสำคัญกับการฉีดวัคซีนแก่ภาคการบริการ อาทิ ไปรษณีย์ คนส่งร้านอาหาร เป็นต้น

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีเผยว่าหลังจากการประชุมหารือการบริหารจัดการดูแลผู้ติดเชื้อโควิด-19 และการเตรียมความพร้อมของโรงพยาบาลสนาม ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด 12 พื้นที่สีแดงเข้มและควบคุมสูงสุด (ยกเว้น กทม.) อาจมีการส่งเสริมชุมชน/หมู่บ้าน ที่ให้ความร่วมมือปฏิบัติตามมาตรการของรัฐและไม่พบผู้ติดเชื้อ เป็น “พื้นที่สีฟ้า” เพื่อเป็นแนวทางตัวอย่างด้วยการใช้แพทย์ทางเลือกและสมุนไพร ในหลาย ๆ จังหวัด เป็นพื้นที่ปลอดภัย ดูแลซึ่งกันและกัน รวมถึงดูแลพื้นที่ใกล้เคียงที่มีการแพร่ระบาดหนัก พร้อมขอขอบคุณภาคเอกชน พรรคการเมือง และทุกส่วนที่เกี่ยวข้องในการช่วยให้บริการทางอาหาร ในส่วนของปัญหางบประมาณของบุคลากรทางการแพทย์ที่ตอนนี้มีปัญหาล่าช้าก็จะเร่งดำเนินการให้เร็ว ขอฝากสื่อมวลชนให้ช่วยสร้างความเข้าใจกับประชาชน รัฐบาลเร่งเดินหน้าจัดหาวัคซีนเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง อาทิ วัคซีนสปุตนิกวี (Sputnik V) ได้ดำเนินการแล้วอยู่ระหว่างการส่งมอบเอกสาร และวัคซีนไฟเซอร์ (Pfizer) ที่ได้รับการบริจาคจากประเทศสหรัฐอเมริกาก็จะมาถึงประเทศไทยในวันที่ 30 กรกฎาคมนี้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *