“วีระศักดิ์” ผ่าทางตันฝุ่น Pm 2.5 นครนายก
ลั่นต้องจัดจราจรการเผา ก่อนคนเมือง-คนภูธรปอดพังพินาศ! จี้รัฐอุ้ม พ.ร.บ.อากาศสะอาด กลับเข้าสภาฯ ก่อนเดดไลน์ 12 พ.ค. นี้!
แนะจังหวัด ‘ลุ่มอากาศเดียวกัน’ ร่วมแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างเช่น กทม.ร่วมมือนครนายกลดการเผาตอซังข้าวในช่วงต้นปีและกลางปี แต่ต้นทุนกำจัดซังสูงถึง 2,800-3,000 บาทต่อไร่ เกษตรกรส่วนใหญ่ยังเลือกใช้วิธีการเผา ส่งผลให้ฝุ่นควันพัดเข้าสู่กรุงเทพฯ จึงจำเป็นต้องจัดจราจรการเผา

นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานสภาลมหายใจกรุงเทพมหานคร กล่าวในงานสัมมนาหัวข้อ ‘แนวทางบูรณาการนโยบายลดการเผาในพื้นที่จังหวัดนครนายกเพื่อลดปัญหา PM2.5’ ตอนหนึ่งว่า ปัญหาฝุ่น PM2.5 มีความเชื่อมโยงกับลุ่มอากาศเป็นหลัก ยกตัวอย่างกรุงเทพฯ และ จ.นครนายก ที่อยู่ภายในลุ่มอากาศเดียวกัน จึงมักเผชิญกับสถานการณ์ฝุ่นละอองในช่วงต้นปีและกลางปีไปพร้อมกัน การที่ทั้งสองจังหวัดร่วมหารือกันเพื่อหาทางออกถือเป็นต้นแบบที่ดีให้กับจังหวัดอื่นๆ ในลุ่มอากาศเดียวกันที่จะได้เห็นแนวทางการแก้ไขปัญหาร่วมกัน นายวีระศักดิ์ ระบุว่า กรุงเทพฯ มีกฎหมายและอำนาจการบริหารจัดการงบประมาณเป็นของตนเอง ทำให้สามารถสนับสนุนและทำงานร่วมกับจังหวัดอื่นได้อย่างคล่องตัว โดยไม่เสี่ยงต่อการถูกตรวจสอบจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ขณะที่จังหวัดอื่นไม่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ ดังนั้นหน่วยงานส่วนกลางจึงจำเป็นต้องเข้ามาเป็นตัวกลางในการแก้ปัญหา เพื่อให้จังหวัดที่อยู่ในลุ่มอากาศเดียวกันสามารถบูรณาการการทำงานร่วมกันได้
ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวบรรจุอยู่ในร่างพ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด หรือร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดที่ระบุให้ศาลพิจารณาข้อพิพาทโดยอาศัยข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยาและข้อมูลวิทยาศาสตร์อากาศเป็นหลัก ซึ่งเหลือเวลาอีกเพียง 8 วัน จะถึงเดตไลน์คือวันที่ 12 พฤษภาคมนี้ ที่จะต้องนำร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวเสนอเข้าสู่รัฐสภาอีกครั้ง “สิ่งที่สะท้อนให้เห็นในวันนี้คือตัวอย่างของ 1 ลุ่มอากาศ 2 จังหวัด ที่ภาคประชาสังคม สถาบันการศึกษา นักวิชาการ สมาชิกวุฒิสภา และกรมพัฒนาที่ดิน ได้ร่วมกันเพื่อให้ส่วนกลางช่วยผลักดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาด ที่เปรียบเสมือนเด็กที่เพิ่งตกเตียง ขอให้ช่วยกันอุ้มกลับมาบนเตียงเพื่อดำเนินการผ่าตัดแก้ไขต่อไปในชั้นวุฒิสภา หากมีส่วนไหนที่มากเกินไป สามารถตัดทอนออกได้ไม่เป็นอะไร” นายวีระศักดิ์ กล่าว

ด้าน ร.ต.ต.สัณฐิติ ธรรมใจ รองผู้ว่าฯ นครนายก กล่าวว่า นครนายกมีสภาพพื้นที่เป็นที่ราบลุ่มและเป็นดินเปรี้ยว ส่งผลให้ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยในช่วงฤดูน้ำหลากจะมีระดับน้ำท่วมสูง เกษตรกรจึงจำเป็นต้องปลูกข้าวพันธุ์น้ำลึก ปัญหาที่ตามมาคือ ตอซังข้าวจะมีลักษณะเหนียว นอนราบ และสูงถึง 5 เมตร ทั้งยังไม่สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ ซึ่งต้นทุนในการกำจัดตอซังสูงถึง 2,800-3,000 บาทต่อไร่ ส่งผลให้เกษตรกรส่วนใหญ่เลือกใช้วิธีการเผาเพื่อกำจัดตอซังแทนวิธีการอื่น ส่งผลให้ฝุ่นควันพัดเข้าสู่กรุงเทพฯ
























