กรมทรัพย์สินทางปัญญา ร่วมกับ สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อส่งเสริมการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาสำหรับงานศิลปหัตถกรรมไทย มุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มและผลักดันการนำผลงานสร้างสรรค์ไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า กกรมทรัพย์สินทางปัญญา ร่วมกับ สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ในการส่งเสริมและสนับสนุนการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาสำหรับงานศิลปหัตถกรรมไทย พร้อมขยายขอบเขตความร่วมมือให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ทั้งในด้านการเสริมสร้างองค์ความรู้ทรัพย์สินทางปัญญาแก่ครูศิลป์ของแผ่นดิน ครูช่างศิลปหัตถกรรม ทายาทช่างศิลปหัตถกรรม สมาชิก SACIT ผู้ผลิตงานศิลปหัตถกรรม นักออกแบบ และบุคลากรของ SACIT รวมกว่า 500 คน ให้สามารถใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มแก่ผลงาน

ยกระดับการสร้างสรรค์ผลงานศิลปหัตถกรรมไทยให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคและสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างเข้มแข็ง รวมถึงผลักดันให้งานศิลปหัตถกรรมไทยให้ได้รับความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาประเภทต่างๆ อาทิ สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ เครื่องหมายการค้า สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) และลิขสิทธิ์ เพื่อปกป้องสิทธิของผู้สร้างสรรค์ผลงาน และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ สอดรับกับนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ให้ความสำคัญกับการเสริมแกร่งผู้ประกอบการไทยและสร้างรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่นโดยอาศัยทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือ
นอกจากนี้ ทั้งสองหน่วยงานยังมุ่งส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มและต่อยอดผลงานหัตถศิลป์ไทยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ โดยสนับสนุนการนำผลงานศิลปหัตถกรรมไทยเข้าสู่ช่องทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ ผ่านการเข้าร่วมงานแสดงสินค้า การจับคู่เจรจาธุรกิจ (Business Matching) ตลอดจนการเปิดพื้นที่นำเสนอผลงานบนแพลตฟอร์มตลาดกลางทรัพย์สินทางปัญญา (IP Mart) เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้และขยายตลาดให้แก่ผู้สร้างสรรค์และผู้ประกอบการไทย ตลอดจนสนับสนุนการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เพื่อเป็นฐานข้อมูลสำคัญในการพัฒนางานศิลปหัตถกรรมไทยร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ
นางอรมน กล่าวว่า งานศิลปหัตถกรรมไทยมีอยู่หลากหลายรูปแบบ ซึ่งสะท้อนภูมิปัญญา วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่นได้อย่างน่าสนใจ หากได้รับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเหมาะสม จะสามารถนำมาต่อยอดสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อีกมาก โดยพบว่าสินค้าในกลุ่มงานหัตถกรรมและผ้าไทยที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) รวม 46 รายการ สามารถสร้างมูลค่าการตลาดในปี 2568 รวมสูงถึง 637 ล้านบาท โดยกระจูดพัทลุง ครองแชมป์สร้างมูลค่าสูงสุด 150 ล้านบาท รองลงมา ได้แก่ นิลเมืองกาญจน์ ผ้าไหมสาเกต ผ้าไหมแพรวากาฬสินธุ์ และเส้นไหมไทยพื้นบ้านอีสาน ตามลำดับ

ความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพผู้สร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรมไทย เพื่อให้สามารถนำทรัพย์สินทางปัญญาไปต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยกรมฯ และ SACIT จะร่วมกันส่งเสริมและผลักดันให้งานศิลปหัตถกรรมไทยประเภทต่างๆ ได้รับความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาอย่างถูกต้องและเหมาะสม
รวมทั้งสนับสนุนให้เจ้าของผลงานสามารถบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาได้อย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลิตภัณฑ์ ขยายโอกาสทางการตลาด และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน อันจะนำไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนของงานศิลปหัตถกรรมไทยและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ






















